เรื่องที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน

บริหารนอกตำรา
Beyond Management School
ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

 

 

เรื่องที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน
 

ปาฐกถาในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่” บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)
 

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
 

ดย อาจารย์ ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส ที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)

ท่านกรรมการผู้จัดการ ท่านผู้บริหาร ผู้สอนงาน และวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่ทุกท่าน

          ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่” และได้มากล่าวต้อนรับวิศวกรไฟฟ้า ทั้งที่ความจริงผมเองไม่ใช่วิศวกรและมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่ผมจะพูดจึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับวิศวกรรมศาสตร์หรือไฟฟ้า แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและประสบการณ์ชีวิตบางอย่างของผมเอง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่ในโครงการนี้ของเรา
 

          การจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ว่าที่จริงแล้วมิใช่การสิ้นสุดการศึกษา ตรงกันข้ามเป็นการเริ่มต้นการศึกษาโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวกับชีวิตจริง ทันทีที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย บัณฑิตใหม่ก็ได้ก้าวเข้าสู่รั้วของอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ซึ่งก็คือ มหาวิทยาลัยชีวิต ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีเรื่องใหม่ๆ จำนวนมากที่บัณฑิตใหม่ไม่เคยเรียนรู้และมหาวิทยาลัยทางวิชาการไม่เคยสอน วันนี้ ผมขอพูดเรื่องเหล่านี้สัก 5 เรื่อง
 

  • เรื่องแรก คือเรื่องที่คนไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก เราแทบทุกคนมักถูกสอนให้ค้นหาตนเองให้พบว่ารักสิ่งไหนและให้ลงมือทำในสิ่งนั้น คำสอนนี้ไม่ผิด เพียงแต่ในโลกของความเป็นจริงมีสภาพแวดล้อมจำนวนมากมาทำให้คนเราไม่สามารถทำในสิ่งที่ตนรักได้ ในชีวิตของผม ผมรักที่จะเป็นอยู่ 2 อย่าง คือหนึ่งเป็นหมอ และสองเป็นนักเขียน แต่จนทุกวันนี้ ผมก็ไม่ได้เป็นทั้งสองอย่าง แต่ต้องมาเป็นนักบริหารและพัฒนาองค์การและทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นอาชีพที่ผมไม่ชอบเลย ตอนเรียนมัธยมศึกษา ผมใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอ และผลการเรียนของผมก็สามารถสอบเข้าเรียนหมอได้ไม่ยากนัก แต่เนื่องจากครอบครัวผมยากจน ประกอบกับไม่มีใครแนะนำการศึกษานอกจากแม่ที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งบอกผมว่าการเรียนหมอมีค่าใช้จ่ายมาก ทางบ้านอาจไม่สามารถส่งเสียให้ผมเรียนจบได้ ผมจึงไม่ได้เรียนหมออย่างที่หวัง และมาทราบความจริงหลังจากนั้นอีกนานว่า การเรียนหมอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร เพราะรัฐออกให้หมด แล้วค่อยใช้ทุนคืนในรูปแบบต่างๆ ทีหลัง จากนั้นครูที่รักผมมากท่านหนึ่งแนะนำให้ผมเรียนกฎหมายเพื่อเป็นผู้พิพากษา ท่านอุตส่าห์พาผมไปพบพี่เขยของท่านที่เป็นผู้พิพากษาเพื่อหวังให้ผมซึมซับความรู้สึกดีๆ ของการเป็นผู้พิพากษา เวลานั้นผมคิดว่านักกฎหมายก็ไม่เลว ผมจึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อกฎหมาย แต่ระหว่างเรียนกฎหมายอยู่นั้น ผมเกิดไปมีสมาคมอยู่กับรุ่นพี่ที่เป็นนักเขียนเพื่อชีวิต ผมจึงกระโจนเข้าสู่วงการนักเขียนตามที่ผมรัก เวลานั้นผมใช้ชีวิตอยู่กับโรงพิมพ์มากกว่ามหาวิทยาลัย การสมาคมกับรุ่นพี่กลุ่มนี้คือจุดเปลี่ยนชีวิตของผม เพราะพวกเขาไม่เป็นเพียงแค่นักเขียนเพื่อชีวิต พวกเขายังเป็นนักปฏิวัติ ผมได้รับการถ่ายทอดให้เข้าใจต้นตอปัญหาของสังคม และได้รับการปลูกฝังให้เลือกใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์และอุทิศตนเพื่อสังคม และเนื่องจากประเทศไทยเวลานั้นตกอยู่ภายใต้การครอบงำของสหรัฐอเมริกาและระบอบเผด็จการทหาร ประเทศไม่มีเอกราช ประชาชาติไม่มีประชาธิปไตย ประชาชนถูกเอาเปรียบรังแก การเป็นนักปฏิวัติจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีงาม ผมตัดสินใจเข้าร่วมขบวนปฏิวัติ และเมื่อสำเร็จการศึกษาภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ไม่กี่เดือน ผมก็ถูกส่งไปทำงานตามความเรียกร้องต้องการของการปฏิวัติไม่ว่าจะเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง คอลัมนิสต์ หรืออาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผมจึงเดินทางเข้าป่า ใช้ชีวิตนักปฏิวัติอาชีพอยู่ในเขตจรยุทธ์ทางภาคใต้ของไทย ในเขตฐานที่มั่นภาคเหนือ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในสาธารณรัฐประชาชนจีน จนกระทั่งการปฏิวัติพ่ายแพ้ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีของการเป็นนักปฏิวัติอาชีพ ผมไม่มีโอกาสได้เป็นหมอ และไม่มีโอกาสได้เป็นนักเขียน แม้จะได้ทำงานขีดๆ เขียนๆ อยู่บ้างในระยะเวลาสั้นๆ ที่เมืองจีน แต่ผมก็มีความสุขกับงานทั้งหลายในขบวนปฏิวัติที่ผมทำ ผมคิดว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะผมมีจุดมุ่งหมายในงานที่ทำ มีศรัทธาและความเชื่อมั่นว่างานที่ทำซึ่งก็คืองานปฏิวัตินั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีงามได้ จุดมุ่งหมาย ศรัทธา และความเชื่อมั่นนี้ช่วยถักทอความรัก และการทุ่มเทที่ผมมีให้กับมัน แม้ขณะที่ผมทำงานปฏิวัติในเขตป่าเขาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมจะได้เงินเดือนจากขบวนปฏิวัติเพียงเดือนละ 30 บาท ในขณะที่เพื่อนของผมบางคนที่นั่งอยู่แถวๆ นี้ เป็นผู้บริหารกินเงินเดือน เดือนละ 3,000 บาท มากกว่าผมถึง 100 เท่าตัว หลายคนถามผมว่าเสียดายเวลากว่า 10 ปีที่หายไปกับการปฏิวัติที่แพ้พ่ายหรือไม่ ผมตอบอย่างไม่ลังเลว่า ไม่เสียดาย แม้งานปฏิวัติจะไม่ใช่งานที่ผมใฝ่ฝันหรือรักมาก่อน แต่งานปฏิวัติกลับให้อะไรกับชีวิตผมมากมาย อย่างน้อยก็สอนให้ผมเป็นคนดีที่พร้อมอุทิศตนให้กับประเทศชาติและประชาชน ถ้าผมไม่เข้าป่า ไม่เข้าร่วมขบวนปฏิวัติ ป่านนี้ผมอาจเป็นผู้พิพากษาอาวุโส เป็นศาสตราจารย์ทางกฎหมาย หรือไม่ก็เป็นนักการเมืองที่เข้าๆ ออกๆ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองอย่างที่เพื่อนผมหลายคนเป็นก็เป็นได้

    ปัจจุบัน ด้วยจำนวนผู้อ่านเพียงหยิบมือเดียว และรายได้จากการเขียนหนังสืออันน้อยนิดที่ไม่พอต่อการยังชีพของนักเขียนไทยโดยเฉพาะของผู้ที่มีภาระอย่างผม ผมต้องตัดสินใจยึดอาชีพที่ปรึกษาด้านบริหารและพัฒนาองค์การและทรัพยากรมนุษย์ และผมก็ทำงานนี้อย่างมีความสุข เพราะผมมีจุดมุ่งหมายและมีศรัทธาความเชื่อมั่นที่จะทำให้บริษัทไทยบริษัทหนึ่งมีระบบการบริหารและพัฒนาองค์การและทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับบริษัทข้ามชาติให้ได้ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า แม้เราจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก แต่เราก็สามารถรักในสิ่งที่เราทำได้ ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายในสิ่งที่เราทำ มีศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ชีวิตคนเราอาจไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักเสมอไป ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจหากวันหนึ่งจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก
     

  • เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญ บริษัทถิรไทยของเราส่งเสริมให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ Core Competency ตัวหนึ่งของเราคือ Technical Expertise หรือ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค บรรพบุรุษของเราก็สนับสนุนให้เรามีความเชี่ยวชาญ ดังจะเห็นได้จากบทกวีของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้แต่งมูลบทบรรพกิจ และตำราภาษาไทยอีกหลายเล่ม ที่สอนไว้ว่า

    “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล”

    ซึ่งก็หมายความว่าคนเราแม้มีความรู้เพียงเรื่องเดียว แต่ถ้ารู้ลึกรู้จริงจนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญชำนาญก็จะสามารถเอาตัวรอดและได้ดีได้ ผมเองไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ที่มีคือความห่วงใยที่ไม่อยากเห็นพวกเราเชี่ยวชาญจนเกินไป เพราะความเชี่ยวชาญเป็นดาบสองคม คนที่เชี่ยวชาญอะไรมากๆ บางครั้งก็ขาดจินตนาการ เนื่องจากรู้สึกว่าตนรู้ทุกอย่างหมดแล้ว จนเผลอคิดไปว่าสิ่งที่ตนรู้นั้นเป็นสัจธรรมสัมบูรณ์ที่ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงสัจธรรมสัมพัทธ์ที่ทั้งจำกัดและมีเงื่อนไข ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้จำกัดอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรารู้และเข้าใจ ณ เวลานี้ ขณะที่จินตนาการรวมถึงโลกทั้งโลกและสรรพสิ่งทั้งมวลที่เราจะได้รู้และเข้าใจในอนาคต” ขณะไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ เขาไม่ได้ค้นพบในห้องทดลอง หากค้นพบในจินตนาการ ขณะนอนเล่นที่สนามหญ้าท่ามกลางแสงแดด เขาคิดว่าถ้ามนุษย์เดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสงจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือจินตนาการที่นำไปสู่การค้นพบทฤษฎีอันยิ่งใหญ่ทฤษฎีหนึ่ง มนุษย์เราถ้าไม่มีจินตนาการ ป่านนี้พวกเราก็คงยังไม่ออกมาจากถ้ำ ดังนั้นขณะที่เราศึกษาหาความรู้และลงมือปฏิบัติจนเกิดความเชี่ยวชาญ จงเหลือพื้นที่เล็กๆ ให้จินตนาการได้โลดแล่นบ้าง และด้วยจินตนาการนี่แหละ วันหนึ่งถ้ามนุษย์ยังคงใช้ไฟฟ้าอยู่ เราอาจได้เห็นหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กเท่ากับโน้ตบุ๊คเครื่องหนึ่งก็ได้
     

  • เรื่องที่ 3 คือเรื่องการอ้างอิงตำรับตำรา คนไทยถูกสอนให้เป็นทาสตำรา นักวิชาการทั้งหลายก็มักอ้างอิงตำราจากฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง และยึดถือตำราเหล่านั้นเป็นสรณะมาชี้นำการทำงานของตน โดยไม่ดูว่าตำราเหล่านั้นถูกหรือผิด สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของเราเอง ที่อันตรายกว่านั้นคือ อ่านตำราไม่หมด รู้เพียงบางส่วนแล้วก็เอามาพูด มาอ้างอิง นี่ยังไม่พูดถึงความจริงในระบอบทุนนิยมที่ปัจจุบันตำรับตำราถูกทำให้กลายเป็นสินค้ามากกว่าองค์ความรู้อย่างที่มันควรเป็น ด้วยเหตุนี้หนังสือตำรับตำรา หรือทฤษฎีจำนวนไม่น้อยที่เร่ขายอยู่ในตลาด จึงใช่ว่าจะเชื่อถือได้ทั้งหมด ท่าทีที่ถูกต้องของเราต่อตำราคือ อ่านมันให้มาก แต่อย่าเชื่อมันมากเกินไป และอย่าคิดว่าตนเองรู้หมดแล้วจากกองตำราที่อ่าน สตีฟ จ็อบส์ ผู้บริหารระดับสูงของแอปเปิล คอมพิวเตอร์ และ พิกซาร์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ เคยกล่าวกับบัณฑิตมหาวิทยาลัยสแตนเฟิร์ดในวันที่พวกเขารับปริญญาบัตรในปี ค.ศ. 2005 ว่า ตัวเขาเองได้อาศัยข้อความจากหนังสือ The Whole Earth Catalog เล่มสุดท้ายของ Stewart Brand มาเตือนตัวเองตลอดเวลาในการทำงาน ข้อความที่ว่านี้คือ “Stay Hungry. Stay Foolish” ซึ่งผมขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทยว่า “อย่าเลิกหิวกระหาย อย่าได้อวดฉลาด” ครับ, อย่าเลิกหิวกระหาย จงอ่านตำราให้มาก แต่อย่าเชื่อมันมากเกินไป อย่าคิดว่าที่ตนอ่านมานั้น เป็นสัจธรรมทั้งหมดจนไม่ต้องเรียนรู้หรือรับฟังอะไรอีกต่อไปแล้ว
     
  • เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อน ชีวิตในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปแล้ว เรามีเพื่อนฝูงมากมาย ชีวิตในที่ทำงาน เราก็มีเพื่อนอีกเช่นกัน แต่เพื่อนในที่ทำงาน อาจต่างจากเพื่อนในมหาวิทยาลัย ทั้งในแง่ของวัย เงื่อนไขของชีวิต ผลประโยชน์ และแรงบันดาลใจอื่นๆ ถ้ายอมรับความจริงและไม่กล่าวหาว่ามองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป สิ่งที่เรียกว่า “เพื่อน” นั้น จำนวนไม่น้อยหรืออาจกล่าวได้ว่าจำนวนมาก เป็นเพียง “คนรู้จัก” มากกว่า “เพื่อน” เส้นแบ่งระหว่างเพื่อนกับคนรู้จักคือความรัก ความอาทร ความซื่อสัตย์ ความปรารถนาดี และความเกื้อกูลที่มีต่อกันตลอดเวลา ในยุคสมัยที่แทบทุกอย่างถูกประเมินค่าไม่ต่างจากสินค้าและเงินตรา เพื่อนในความหมายที่สูงส่งที่ต่างจากคนรู้จักนั้น ใช่ว่าจะหาได้ง่ายนัก ดังนั้น ถ้าคุณโชคดีมีเพื่อนอย่างที่ว่านี้สักคน จงถนอมรักมิตรภาพนี้ไว้และตอบแทนด้วยสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ไบรอัน ไดสัน อดีต ซี.อี.โอ.ของโคคา โคล่า กล่าวว่า ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนการเล่นเกมโยนลูกบอลขึ้นไปในอากาศ และคุณมีลูกบอลอยู่ 5 ลูก คือ งาน ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตวิญญาณ คุณจะพบว่างานเป็นเหมือนลูกบอลยางที่ตกลงพื้นแล้วยังสามารถกระเด้งกลับขึ้นมาได้อีก แต่ที่เหลืออีก 4 ลูกนั้นล้วนทำด้วยแก้ว ถ้าคุณทำมันหล่นลง มันก็จะแตกกระจายและไม่มีวันกลับเป็นเหมือนเดิมอีก คาลิล ยิบราน กวีชาวเลบานอนเปรียบเพื่อน “เป็นเสมือนท้องทุ่ง ที่เธอหว่านด้วยความรัก และเก็บเกี่ยวด้วยความขอบคุณ” ถ้าวันนี้ คุณยังไม่มีเพื่อน ลองเริ่มหว่านความรัก ความอาทร ความซื่อสัตย์ ความปรารถนาดี และความเกื้อกูลให้กับคนที่คุณรู้จักดู ในท่ามกลางคนที่คุณรู้จักเป็นร้อยเป็นพันนั้น พยายามหา “เพื่อน” ให้ได้สักคน และพยายามเป็น “เพื่อน” ของใครให้ได้สักคน
     
  • เรื่องที่ 5 เรื่องสุดท้ายที่จะพูดในวันนี้คือเรื่องเกี่ยวกับความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลง คนหนุ่มสาวและคนรุ่นใหม่ไฟแรงจำนวนมาก ไม่ชอบอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ค่อนข้างช้า สภาพเช่นนี้บ่อยครั้งทำให้ทั้งองค์การและคนหนุ่มสาวเสียโอกาสในการร่วมมือกันพัฒนา ข้อดีของบัณฑิตจบใหม่คือความสดใหม่ขององค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมา และไฟที่มีอยู่ในตัว ถ้าบัณฑิตจบใหม่มุ่งมั่นที่จะเข้ามาร่วมกันพัฒนาองค์การ โดยเฉพาะองค์การอย่างถิรไทย ที่มีพนักงานอายุงาน 10 กว่าถึง 20 กว่าปีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องพิสูจน์ตัวให้เป็นที่ยอมรับ ยืนหยัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแม้เพียงทีละน้อย ก็ถือเป็นชัยชนะที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง เพราะกระบวนการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจำเป็นต้องใช้เวลา อาจจะช้า อาจจะเหนื่อย แต่ก็ไม่มีเส้นทางลัดอื่น เพราะหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ก็ไม่มีเส้นทางลัดให้เดินเสมอไปเหมือนกัน ไม่เช่นนั้น ผู้ชายวัย 29 ปีที่ชื่อสิทธารถะ คงไม่ต้องใช้เวลากว่าสองพันหกร้อยปีที่จะทำให้สิ่งที่เขาค้นพบและถ่ายทอดให้นักบวช 5 รูปรับรู้ในป่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ได้รับการเผยแพร่ออกไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้

ขอบคุณครับ

(เผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์ suan84.com)
 

ชื่อรุ่น วีรกรรม-ไข่เจียว

รุ่น 84 เข้าปีพ.ศ. 2508 คงชื่อรุ่น “อาภัสรา” เพราะ : อาภัสรา หงสกุล ได้ครองตำแหน่งนางงามจักรวาล ดังไปทั่วโลกในปีนั้น
 

 

ต้องขออนุญาตท่านผู้เขียน
เพื่อนำมาบันทึกไว้เป็นตำนานของ สวนฯ84 อีกชิ้นหนึ่ง
ขอขอบคุณ "นพ84" ไว้ ณ ที่นี้

 

มีโอกาสได้อ่านรวบรวมที่มาของชื่อรุ่น OSK ตั้งแต่ 107-พระเสด็จ จนถึง 125-12 ทศวรรษ แล้วต้องขอน้อมรับวิสัยทัศน์และการริเริ่มสร้างสรรค์ของ อ.จ.สุทธิ เพ็งปาน OSK อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นอย่างยิ่ง ที่นำเหตุการณ์สำคัญๆ มาสอดประสานเรียกขานเป็นชื่อรุ่น ในแต่ละ พ.ศ.ได้อย่างเหมาะเจาะไม่เบา

จึงลองคิดเล่นๆ ว่า-หากถอยหลังไปยุคกระโน้น แต่ละรุ่น-น่าจะได้ชื่อว่าอะไรบ้างหนอ?? อาทิ เช่น

  • รุ่น 84 (เข้า 2508) คงชื่อรุ่น “อาภัสรา” เพราะ : อาภัสรา หงสกุล ได้ครองตำแหน่งนางงามจักรวาล ดังไปทั่วโลกในปีนั้น
     
  • รุ่น 85 (เข้า 2509) น่าจะชื่อ "เอเชียนเกมส์" จากกรณีที่ไทยเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 (ระหว่าง 9-20 ธ.ค.2509) นับเป็นครั้งแรกที่เราหน้าใหญ่จัดงานแบบนี้
     
  • รุ่น 86 (เข้า 2510) ต้องชื่อ “สุรพล” แน่ๆ เลย เพราะราชาเพลงลูกทุ่ง “สุรพล สมบัติเจริญ” ถูกยิงตายหลังเวทีแสดง เป็นข่าวดังไปทั้งประเทศ เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2510 ตรงกับวันสมานมิตร ปีนั้นพอดี
     
  • ถ้าข้ามมาปี 2512 “นีล อาร์มสตรอง” ก็น่าจะเป็นชื่อของรุ่น 88 เพราะนำทีมมนุษย์อวกาศของสหรัฐฯ ขึ้นไปประทับรอยเท้า ไว้บนดวงจันทร์ได้สำเร็จในกลางปีดังกล่าว
     
  • แต่แหม หากเลยเถิดมาถึงปีที่แล้ว ลูกๆ หลานๆ ที่เข้ามาเรียน พ.ศ.2546 จะเลือกว่าชื่อรุ่น “ซาร์” หรือว่า “หวัดนก” ดีหนอฟังแล้วจั๊กจี้พิลึกเนาะ ??

 

เอาเหอะถือซะว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นเล่นๆ ละกัน เพราะในครั้งกระโน้น จะเรียกขานรุ่นกัน ก็เพียงแต่ระบุเลขปีพ.ศ.ที่เริ่มต้นเข้าศึกษา อาจจะต่อท้ายด้วย พ.ศ.ที่จบ กำกับเพิ่มมาเพื่อกันหลง ก็ยิ่งดี ต่อมาจึงค่อยมาไล่เป็นเลขที่รุ่น ซึ่งหลงทิศหลงทางอยู่พักหนึ่ง กระทั่งสมาคมศิษย์เก่าฯ ได้เข้ามาเรียบเรียงให้ใหม่ พร้อมกับประกาศใช้เมื่อราวๆ สิบกว่าปีมานี้เอง แต่วันนี้ ก็ยังมีเรียกขานแบบเก่าแบบใหม่ แตกต่างกันอยู่ประปราย
 

แต่เอาเหอะไม่ว่าจะเรียกกันอย่างไร ก็ขอให้เข้าใจกันในหมู่พวกเรา เป็นใช้ได้ ดังนั้น แม้จะไม่มีชื่อรุ่นมาก่อน แต่เมื่อ OSK84 (0812) เข้ามาร่วมด้วยช่วยวุ่นกับ web แห่งนี้ จึงได้เสนอชื่อมาให้เรียกว่า "วีรกรรมไข่เจียว” ซึ่งคิดว่าน่าจะเหมาะสม (เท่าที่ทราบ-มีเพียง OSK79 (0307) เรียกชื่อรุ่นตัวเองว่า “ฉัตรชัย-สถาพร” โดยให้เกียรติเพื่อนในรุ่น “พี่ฉัตรชัย ฉัตรานนท์” ได้ที่หนึ่ง และ “พี่สถาพร ชินะจิตร” (ในภาพ) ติดบอร์ดได้ที่ 32 ของประเทศไทย)

 

พี่สถาพร ชินะจิตร
ติดบอร์ดได้ที่ 32 ของประเทศไทย

 

 

 

ก่อนจะไปถึงวีรกรรม-ที่มาของชื่อรุ่น ต้องขอย้อนไปที่เกร็ดประวัติศาสตร์ พฤติกรรมการรับประทานอาหารกลางวัน ของนักเรียนสวนกุหลาบ ยุคพ.ศ.2508 กันเสียก่อน ตอนนั้น โรงอาหาร เป็นอาคารชั้นเดียว มีหลังคาคลุมเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ ตั้งต่อเนื่องจากตึกสามัคยาจารย์ ขนานไปกับโรงยิมพลศึกษา เปิดบริการเฉพาะน้ำดื่มในช่วงเช้าและเย็น เวลาพักเที่ยงเท่านั้น-จึงจะมีสารพัดอาหารคาว-หวาน ไว้ให้เด็กสวนฯ ทั้งโรงเรียนพันกว่าคนได้ดื่มกิน ด้วยสนนราคาประหยัด อาจจะเป็นเพราะจำนวนนักเรียน ที่ใช้บริการพร้อมๆ กันกระมังทำให้ ครูโปร่ง ส่งแสงเติม ครูใหญ่ในช่วงนั้น ตัดสินใจใช้นโยบายให้เฉพาะเด็กนักเรียนม.ศ.หนึ่ง น้องเล็กของโรงเรียน-กินอาหารกลางวันด้วยถาดหลุม ซึ่งเริ่มต้นปี 2508 เป็นปีแรก (ไม่แน่ใจว่า-ยกเลิกนโยบายนี้ไปในพ.ศ.ไหน) นัยว่าเหตุผลที่ดำเนินการดังกล่าว ก็เพื่อช่วยน้องเล็กตัวน้อย ไม่ต้องไปยื้อแย่งซื้ออาหารแข่งกับรุ่นพี่ ในตอนพักเที่ยงพร้อมๆ กัน คอยให้อยู่ ม.ศ.2 เริ่มแก่แดดแล้ว จึงเป็นอิสระเลืกซื้อกินเอง กับอีกประการหนึ่งคือ ต้องการให้เด็กนักเรียนได้กินอาหารครบหมู่ ถูกหลักอนามัย ตามที่โรงเรียนจัดให้

การจัดการก็ไม่มีอะไรมาก ในตอนปลายของแต่ละสัปดาห์ จะมีภารโรงเดินมาแจกโพยให้ หัวหน้าชั้นม.ศ.1 ทั้ง 8 ห้อง (ก.ไก่-ซ.โซ่) จัดการเอาโพยที่มีเมนูอาหารให้เลือก ทั้งหมด 10 แบบ แจกแก่นักเรียนในห้องของตน อาทิ ข้าวหมูแดง, ข้าวมันไก่, ก๊วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ, ข้าวแกง, ราดหน้า, กระเพาะปลา, เกี้ยมอี๋ ฯลฯ ที่จำได้แม่นเห็นจะเป็นหมายเลข 5 ข้าวหมกไก่-โรตี-มะตะบะ (เพราะลูกสาวคนทำหน้าตาสวย-จึงเป็นเมนูยอดนิยม) แต่ละคนจะกากบาทลงไปในรายการว่า ในสัปดาห์หน้านั้น วันจันทร์จะกินเบอร์อะไร อังคาร-พุธ..กินเบอร์อะไร เลือกให้ครบห้าวัน จากเมนู 10 รายการ จะเลือกซ้ำ-กินแต่เบอร์ 5  ข้าวหมกไก่ ทุกวันก็ได้-ไม่มีใครว่า (หน้าจะได้เป็นไก่ไปเลย) พอถึงแต่ละวันในสัปดาห์นั้นๆ ภารโรงคนเดิมจะเดินเอาโพยชื่อนักเรียน พร้อมเบอร์เมนูอาหารที่เลือก มาส่งให้หัวหน้าห้องแจก ราวๆ 11 โมงของทุกวัน พอ 11.45 น. จึงเลิกเรียน (พักเที่ยงก่อนชั้นอื่น) ออกมาเข้าแถวแล้วเดินไปโรงอาหาร จากนั้นแยกย้ายไปยื่นเบอร์และถาดหลุมบรรจุอาหาร ตามที่ตนเองเลือกไว้. มานั่งกินที่โต๊ะที่จัดไว้ให้ชั้น ม.ศ.1 โดยเฉพาะ  ทางโรงเรียนจะขอความร่วมมือให้นักเรียนม.ศ.1 กินข้าวถาดหลุมในระยะแรก ซึ่งต้องจ่ายค่าอาหารล่วงหน้าเป็นรายเดือน แต่ก็ผ่อนปรนให้แก่ผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วย กับนโยบายนี้เช่นกัน (เพราะอาจขาดเงินหมุนเวียนล่วงหน้า หรือบางคนติดขัดด้วยเรื่องศาสนา)

แม้จะต้องกินข้าวใส่ถาดหลุมเป็นประจำทุกวัน แต่ OSK84 ก็มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ด้านโภชนาการ ของสวนกุหลาบ เมื่อปี 2508 เช่นกัน ตอนสายของวันหนึ่ง จำได้ว่าเป็นระหว่างกลางเทอมต้น (สมัยโน้นเรียนปีละ 3 เทอม) ก็มีกลุ่มรุ่นพี่ชั้น ม.ศ.5 (มีพวกสอบตกอยู่ ม.ศ.4 ผสมด้วย) แยกย้ายกันเดินไปตามห้องเรียนทุกห้อง ทุกตึก พร้อมทั้งประกาศให้นักเรียนทุกคนทราบว่า “วันนี้ห้ามกินข้าวแกง..หากใครกิน-โดนเตะ” รุ่นพี่ ประกาศิตประโยคดังกล่าวด้วยหน้าตาถมึงทึง เล่นเอาพวกเราเลิกลั่ก-เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย
 

พอถึงเที่ยงวันนั้น..บรรดารุ่นพี่ผู้ก่อการ (จำได้ว่ามี พี่สถาพร ดีบุกคำ OSK80 ร่วมเป็นหัวโจกด้วย) ก็แยกย้ายกระจายกำลังกันสังเกตการณ์รอบโรงอาหาร และบริเวณหน้าร้านข้าวแกงซึ่งมีอยู่ 3 ร้าน กระจายแทรกไปกับร้านอาหารประเภทอื่นๆ บางกลุ่มก็ดักอยู่หน้าทางเข้า เพื่อคอยเตือนคนที่จะเดินเข้าไปกินอาหารเที่ยง
ไม่ให้ซื้อข้าวราดแกงเด็ดขาด ส่วนพวกม.ศ.1 ต้องกินข้าวถาดหลุมอยู่แล้ว จึงได้รับการปล่อยผ่านไปโดยดี แต่ก็ถูกสำทับตอกย้ำด้วยเช่นกัน

สำหรับข้าวราดแกงทั้งสามร้านนั้น มีวิธีการจำหน่ายเหมือนๆ กัน โดยจะเตรียมตักข้าวเปล่าใส่จานสังกะสี ไว้ก่อนจะถึงเวลาพักเที่ยง เมื่อเด็กนักเรียนเลิกมาพร้อมๆ กันถึงโรงอาหาร ต้องการจะกินข้าวราดแกง ก็จะมาหยิบจานบรรจุข้าวเปล่ายื่นส่งให้แม่ค้า พร้อมระบุว่า จะราดแกงหรือผัดอะไร ที่มีให้เลือกอยู่ 7-8 อย่าง เสร็จแล้ว-จึงจ่ายตังค์..หนึ่งบาท (สมัยนั้นใช้ธนบัตร) ตามสนนราคา ให้แก่แม่ค้า เป็นอันว่าเรียบร้อย ถือไปเลือกที่นั่งกินตามอัธยาศัย แต่เหตุการณ์ในวันนั้น มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ทั้งๆ ที่บรรดาแม่ค้า ได้บอกกล่าวกับนักเรียนเป็นการล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วว่า จะขึ้นราคาข้าวราดแกงอีก จานละ 0.25 บาท (หนึ่งสลึง) เป็นจานละ 1.25 บาท หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ห้าสลึง” (มีการเตรียมเศษสตางค์ทอนไว้เรียบร้อย-ป้องกันการชุลมุน)

ทว่า-นักเรียนทั้งโรงเรียน เห็นพ้องต้องกันว่า ไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะมาขูดเลือดกับคนจนด้วยกัน เพราะทางโรงเรียนก็ไม่ได้เก็บแป๊ะเจี๊ยะ-ค่าหัวคิว หรือค่าน้ำค่าไฟจากร้านอาหารทุกประเภทอยู่แล้ว ร้านอื่นไม่ขึ้น-แต่ทำไมข้าวราดแกงมารวมหัวขึ้นราคา (มั้ยล่ะ หัวประชาธิปไตยก้าวหน้ามาแต่อ้อนแต่ออกเชียวละ) จึงประกาศ-สไตร้ค์..ไม่กินข้าวแกง พร้อมกันทุกคน

ตกบ่ายวันนั้นแม่ค้าพ่อค้าข้าวราดแกงทั้งสามร้าน ต้องนั่งน้ำตาตก-ข้าวเปล่าที่ใส่จานไว้ล่วงหน้า กองพะเนินทิ้งไว้เป็นร้อยๆ จาน ต้ม-ผัด-แกง ทุกหม้อเหลือบานเบอะ ร้อนถึง-ครูโปร่งต้องลงมาเป็นคนกลาง เจรจาไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย ผลสรุปจบลงด้วยข้อตกลงกันในที่สุดว่า ให้แม่ค้า คงขายข้าวราดแกงต่อไปในราคาเดิม จนกว่าสภาวะค่าครองชีพของสังคม จะเปลี่ยนแปลงขยับตัวสูงขึ้น จึงจะขึ้นราคาได้ (รู้สึกว่า-จะใช้เวลาเป็นปีทีเดียวถึงได้ปรับราคาใหม่ ซึ่งกลายเป็นขึ้นทีเดียวในราคา 1.50 บาทไปเลย)

 

 

 

 

 

 

 เหตุการณ์ดังกล่าว แม้จะเป็นเพียงจุดย่อยๆ เล็กๆ แต่นับเป็นประชาธิปไตยในสายเลือดเด็กสวนฯ อย่างแท้จริง ที่ได้แสดงออกถึงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ตนเองมีส่วนร่วมในสังคม

 

 

 

และเรื่องราวในวันนั้น ก็บังเอิญ มีเรื่องน่าหยิกเล็กๆ น้อยๆ ที่เอามาอำกันได้ถึงทุกวันนี้ว่า ระหว่างที่เหตุการณ์ขมึงเกลียวอยู่นั้น (เพราะใครจะโดนเตะบ้าง หรืออาจมีขาซ่าจากชั้น ม.ศ.3 ไปแหกคอกแล้วเกิดสหบาทาระหว่างรุ่น..ก็ไม่รู้ได้) ก็มีนักเรียนคนหนึ่ง แต่งกายเรียบร้อย บ่งบอกอากัปกิริยาว่า-เป็นทีมชาติเคร่งเรียน ไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์ใดๆ โดยรอบตัว เดินเข้าไปซื้อข้าวราดแกง ด้วยมาดเด่นหนึ่งเดียวคนนี้ เอาไปนั่งกินที่โต๊ะอาหารอย่างหน้าตาเฉย นักเรียนคนนี้ มีดีตรงมาดเคร่ง-เก่งเรียนนี่แหละ จึงรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาในวันนั้นมาได้ 
 

จนเวลาผ่านไปเป็นสิบๆ ปี ในงานสังสรรค์เลี้ยงรุ่น OSK81 นักเรียนคนนั้นถึงได้ขึ้นไปพูดบนเวที ให้เพื่อนร่วมรุ่นได้ฟังและฮากันครึนว่า

 “ก้อเราไม่รู้นี่ ว่าพวกนายสไตรค์กันอยู่”

เป็นคำสารภาพดื้อๆ ของ พี่ดอน ปรมัตถ์วินัย” ท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง คนปัจจุบัน

 พี่ดอน ปรมัตถ์วินัย
ท่านเอกอัครราชทูตไทย
ณ กรุงปักกิ่ง คนปัจจุบัน
(ขณะที่เขียนเรื่องนี้ *)

(ฯพณฯ ดอน ปรมัตถ์วินัย ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง
เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา:
17 มีนาคม 2552-ปัจจุบัน)

 

 

มาถึงชื่อรุ่นวีรกรรม-ไข่เจียวกันซะที ช่วงที่ OSK84 ขึ้นมาเรียนชั้น ม.ศ.5 ในปีการศึกษา 2512 ผู้ที่เรียนแผนกวิทยาศาสตร์ ทั้ง 5 ห้อง (ห้องจ.จาน กับ ฉ.ฉิ่ง-ยุบรวมกัน เพราะมีจำนวนคนน้อย) จะข้ามมาเรียนที่ชั้น 3-4 อาคารพระเสด็จฯ ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ (ทุบทิ้งไปอีกครั้งแล้ว) ส่วนแผนกศิลป์สองห้อง ปักหลักอยู่ตึกสามัคยาจารย์ ส่วนโรงอาหารเดิมถูกทุบทิ้ง สร้างเป็นอาคารเรียนต่อเนื่องกับตึกสามัคฯ จึงย้ายมาใช้โรงอาหารชั่วคราว บริเวณหลังเสาธง เลียบถนน มาทางหอประชุมใหญ่ (ปัจจุบันเป็นอาคารเรียน) ยังคงมีร้านอาหารให้เลือกหลากหลายประเภทเช่นเดิม (แฮ่ม !! ร้านข้าวหมกไก่ยังเป็นขวัญใจไม่เสื่อมคลาย) แต่ปีนั้นบังเอิญมีอาหารประเภทหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นอาหารดาษๆ ธรรมดา แต่กลับมาแรงหน้าทุกเจ้าอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ

 “ไข่เจียวราดข้าว ของเจ๊แว่น สนนราคาจานละ 3 บาท”

เด็กนักเรียนสวนฯ รู้จัก เจ๊แว่น กันทั้งนั้น ชื่อจริง-นามสกุลอะไร ไม่ค่อยมีใครรู้จักลึกซึ้ง แต่มีบางคนทะลึ่งแอบกระพือข่าว ป้ายสีเธอว่า มีอาชีพอย่างว่า-เป็นงานอดิเรก เธอเป็นสาวใหญ่ ร่างท้วม สวมแว่นสายตาสีขาวกรอบดำ พูดจาฉาดฉาน และออกจะทะลึ่งตึงตังนิดหน่อย จนไอ้พวกปากหอยปากปู แอบเอาไปนินทาอย่างที่บอก

สมัยอยู่โรงอาหารเก่า เจ๊แว่นช่วยญาติแกขายกระเพาะปลา พอมาอยู่โรงอาหารชั่วคราว (เริ่มใช้เมื่อปี 2510) แกยังคงช่วยญาติเหมือนเดิม และมีไอเดียบรรเจิด ขยับมาขาย “ไข่เจียวทอดสดๆ ร้อนๆ” โปะลงบนข้าวเปล่า แล้วราดหน้าด้วยซอสศรีราชา-สีส้มๆ กลิ่นหอมคลุ้งน่ากินยิ่งนัก เจ๊แว่นเปิดขายเมนูนี้ได้ไม่นาน กลายเป็นอาหารยอดนิยม เรียกนักเรียนมารุมล้อมแน่นตึงทุกๆ พักเที่ยง จากทอดไข่เจียวเพียงกระทะเดียว เจ๊แว่นต้องขยายกิจการ หาลูกมือมาช่วยทอดพร้อมกัน 4-5 กระทะ ผลัดเปลี่ยนกันโปะราดข้าว ให้ลูกค้าได้อย่างไม่ขาดตอน วันหนึ่งๆ ประมาณการว่า ขายได้หลายร้อยจาน

สำหรับซ้อสศรีราชา ซึ่งเป็นทีเด็ด-รสเด็ด นอกเหนือจากไข่เจียวร้อนๆ หอมกรุ่นนั้น เพื่อการบริการอันฉับไว ไม่ต้องมามุง-รุมแย่งกันราดอยู่ที่หน้าร้าน เจ๊แว่น จัดการเทใส่ชามอ่างแก้วขนาดใหญ่ (ประมาณอ่างเลี้ยงปลาเงินปลาทอง) เอาไปวางไว้ 4-5 จุด ตามโต๊ะกลางโรงอาหาร เมื่อได้ข้าวราดไข่เจียวร้อนๆ จากกระทะแล้ว แต่ละคนจะเดินไปตักซ้อสศรีราชา ราดหน้าเอาตามความพอใจ ไข่เจียวราดข้าว เป็นอาหารยอดนิยม ของนักเรียนและครูบาอาจารย์ กินกันได้กินกันดีอยู่เป็นเดือนๆ นัยว่าสร้างความภาคภูมิใจและร่ำรวย ให้แก่ เจ๊แว่น ยิ่งนัก แบบว่า-ไม่ต้องง้อ เชลล์ หรือปรมาจารย์ชวนชิมที่ไหนมาแนะนำให้

แล้วก็ต้องมีมือดีมาขอประลองฝีมือ แต่ว่าไม่ใช่ประลองเรื่องรสชาติ ขบวนการต้านความรวยของเจ๊แว่นจึงถือกำเนิดขึ้น ประกอบด้วยเหล่า OSK83 แต่ตกซ้ำมาเรียนกับ OSK84 อาทิ เบื๊อก-สุพัฒน์ พิจารณ์จิตร  เขียว กิรติ พรหมสาขาฯ   กุ้ง-วรชัย อรุณทัต  อัศวิน วิภาตะศิลปิน  เขาเหล่านี้เรียนเก่งระเบิดเถิดเทิง (แต่รักสนุกจึงสอบตก) ปัจจุบันประสบความสำเร็จในวิชาชีพกันถ้วนหน้า

ทว่าเมื่อครั้งกระโน้น พวกเขาคิดว่าไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ที่เจ๊แว่นเอากำไรจากข้าวไข่เจียวมากเกินไป ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ไข่ฟองละไม่กี่ตังค์-ข้าวสวยก็ธรรมดาๆ จะพิเศษหน่อยตรงซ้อสศรีราชา แต่ขายมาเรื่อยๆ ก็มีการผสมให้เจือจางไม่เข้มข้นเหมือนก่อน

ก่อนพักเที่ยงวันหนึ่ง ขบวนการถล่มไข่เจ๊แว่น ออกปฏิบัติการ โดย-เบื๊อก เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ปัสสาวะใส่ถุงพลาสติก เดินลิ่วมาจากส้วมหลังตึกสามัคฯ ตรงไปโรงอาหาร ช่วงนั้นยังไม่ถึงเวลาปล่อยเรียน เบื๊อกใช้เวลาไม่นาน ค่อยๆ ถ่ายเทน้ำใสสีอำพัน ปนลงในโถซ้อสศรีราชา เครื่องปรุงรสทีเด็ดของเจ๊แว่น ที่วางอยู่ตามโต๊ะ แม้จะไม่ครบ แต่ก็ได้หลายจุดเหมือนกัน โดยเพื่อนฝูงร่วมขบวนการคอยดูต้นทาง ไม่ให้ผู้ใดมาเห็นปฏิบัติการ หาญกล้าของไอ้เบื๊อก จบภารกิจ ทั้งหมดสลายตัวกลับขึ้นห้องเรียน ปล่อยให้นักเรียนสวนฯ พ.ศ.นั้น คราคร่ำมุ่งหน้าไปโรงอาหาร และนับร้อยคนเจอแจ๊คพ๊อตทันที โดยไม่ต้องส่งชิ้นส่วน เมื่อเลือกเมนู – ไข่เจียวเจ๊แว่น – ในวันนั้น

แฮ่ม หนึ่งท่านที่อยู่ในรายชื่อ ผู้โชคดีได้แก่ ครูวินัย เกษมเศรษฐ  อาจารย์ใหญ่ของพวกเรานั่นเอง ที่วันไหนไม่กิน ดันผ่านึกอยากกินไข่เจียวเจ๊แว่น ขึ้นมาในวันนั้นพอดี ข่าว-ซ้อสศรีราชาปนเปื้อนเยี่ยวไอ้เบื๊อก กระพือไปทั้งโรงเรียนเพียงชั่วระยะเวลา ยังไม่ทันพ้นพักเที่ยง เพราะขบวนการที่ถอนตัวกลับไปอยู่บนห้องเรียนนั้น แอบไปกระซิบเพื่อนคนอื่น ที่ยังไม่ได้ลงมาพักเที่ยง ถึงปฏิบัติการอันสุนทรของไอ้เบื๊อก จึงได้บอกต่อๆ กันไป แล้วก็ไปถึงหูของ ครูวินัย ซึ่งไม่รู้ว่า-ท่านมีความรู้สึกผะอืดผะอม หรือชื่นชมในรสชาติ รู้เพียงว่า วันรุ่งขึ้นท่านสั่งพักการเรียน ไอ้เบื๊อกเป็นเวลาสองสัปดาห์

 

ครูวินัย เกษมเศรษฐ
อาจารย์ใหญ่

  

 

ที่น่าเศร้าเคล้าน้ำตาคือ จากวันนั้นเป็นต้นมา ตำนาน-ไข่เจียวเจ๊แว่น-ต้องจบลง และสูญหายไปจากเมนูอาหาร ของพวกเรานานนับปีทีเดียว ไม่งั้น-ป่านฉะนี้ คงได้มี Licence ไข่เจียว-SK ของเจ๊แว่น เต็มบ้านเต็มเมือง แข่งกับ Mac และ KFC ..บ้างหรอกน่า

 

 

(ที่มา : OSKNETWORK.COM : 21 มิ.ย. 2547)

http://www.osknetwork.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=524
 

4 ภาคการเมืองไทย

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ถ้ากล้าพูดและกล้ายอมรับความจริงกัน การเมืองไทยวันนี้มี 4 ภาคหรือ 4 กลุ่มพลังที่มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อคุณภาพและรูปโฉมของการเมืองไทย

4 ภาคหรือ 4 กลุ่มพลังที่ว่านี้คือ ภาครัฐสภา ภาคประชาชน ภาคราชการ และภาคผู้มีบารมี

ในแต่ละภาคล้วนมีกลุ่มทุนหรือนักธุรกิจให้การสนับสนุนหรือเข้ามาเกี่ยวพันอยู่ทั้งสิ้น จะต่างกันเพียงที่บางภาคมีมาก บางภาคมีน้อย บางครั้งเข้ามาสนับสนุนอย่างเปิดเผย บางครั้งไม่เปิดเผย

การเมืองภาครัฐสภากับการเมืองภาคประชาชนนั้น มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญรับรอง แต่การเมืองภาคราชการกับภาคผู้มีบารมีไม่มี

  1. การเมืองภาครัฐสภา หรือที่หลายคนชอบเรียกว่า “การเมืองในระบบ” ตัวแสดงที่สำคัญคือ พรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง นักการเมือง และผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เป็นผู้กำกับการแสดงให้อยู่ในกฎกติกา การเมืองภาครัฐสภาเป็นภาคการเมืองหลักของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ตัวแสดงแต่ละตัวล้วนเป็นตัวแทนหรือยืนอยู่บนจุดยืนของกลุ่มผลประโยชน์ที่แน่นอน ไม่เว้นแม้ชาวบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม การเมืองภาคนี้ได้รับการยอมรับในเบื้องต้นว่าสามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้ใครมานำพาประเทศชาติไปในทิศทางไหน แต่น่าอนาถที่ผ่านมา การเมืองภาคนี้ของไทยประสบความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ 75 ปีที่สถาปนาระบอบประชาธิปไตย มีช่วงที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
  2.  การเมืองภาคประชาชน หรือที่บางคนเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “การเมืองนอกระบบ” บ้าง “การเมืองบนถนน” บ้าง และ “การเมืองของพวกกฎหมู่” บ้าง ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นการเมืองระบบหนึ่งที่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญรองรับไว้โดยชัดเจน ตัวแสดงที่สำคัญคือ องค์กรเคลื่อนไหวภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนที่มีการจัดตั้งเป็นครั้งคราวและไม่มีการจัดตั้ง นอกจากนี้บ่อยครั้งยังมีสมาชิกพรรคการเมืองเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวการเมืองของภาคนี้ ตัวอย่างของการเมืองภาคประชาชนที่สำคัญ เช่น การเดินขบวนคัดค้านการเลือกตั้งสกปรกปี 2500 การเดินขบวนคัดค้านฐานทัพอเมริกา การชุมนุมเดินขบวนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม และพฤษภาทมิฬ การชุมนุมเดินขบวนคัดค้านการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าต่างๆ การชุมนุมเดินขบวนขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และการบุกรัฐสภาขององค์กรภาคประชาชนเพื่อคัดค้านการเร่งออกกฎหมายของ สนช.เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นต้น
  3.  การเมืองภาคราชการ คือการเมืองที่เล่นโดยข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารตำรวจ เป็นภาคการเมืองที่รัฐธรรมนูญไม่รับรอง แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมืองภาคหลักของไทย ไม่เพียงคำกล่าวที่ว่า “พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรคข้าราชการ” ที่ลึกๆ แล้ว นักการเมืองไทยมักแหยงไม่อยากปะทะหรือมีเรื่องด้วยเท่านั้น การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง ยุติการทำงานของรัฐสภา ล้มเลิกรัฐธรรมนูญที่นำโดยผู้บัญชาการทหารและตำรวจหลายสิบครั้งที่ผ่านมา ล้วนเป็นพยานหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงอำนาจอิทธิพลของพลังการเมืองภาคนี้ ตัวแสดงหลักที่เป็นทหารตำรวจของการเมืองภาคนี้นอกจากจะทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนแล้ว บางครั้งก็ถูกขอร้องให้ช่วยทำ
  4.  การเมืองภาคผู้มีบารมี สังคมไทยเป็นสังคมที่มีริ้วรอยวัฒนธรรมตกค้างจากยุคศักดินาค่อนข้างมาก การขึ้นต่อและยอมรับด้วยศรัทธาที่มีต่อผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจบารมีในสังคมที่แม้ไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรงยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างมาก เห็นได้จากทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการทหารต่างให้ความเคารพเกรงใจ ในอดีตภาคผู้มีบารมีไม่ค่อยลดตัวลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจนเกินไป สังคมก็จะให้การยอมรับค่อนข้างสูง แต่ในระยะหลังๆ ที่ภาคผู้มีบารมีกระโดดลงมาแสดงเองโดยตรงหลายหน ทำให้ภาพที่สังคมให้ความเคารพ กลับกลายเป็นภาพของคู่ต่อสู้ทางการเมืองในสายตาของคนบางคนหรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มไป

ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา และการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่เวลานี้ ตลอดถึงการบริหารประเทศที่จะดำเนินต่อไป เป็นความรับผิดชอบของการเมืองภาครัฐสภาโดยตรง ดังนั้นคุณภาพของการเมืองไทยนับแต่วันนี้จึงตกอยู่ในมือของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา หากกระทำไม่ดี ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่การเมืองภาคอื่นๆ จะต้องเข้ามาแสดงบทบาทแทน ด้วยเหตุนี้ คำพูดทำนองที่ว่า “อย่าลากการเมืองลงถนน” นั้น ควรต้องย้อนถามกันใหม่ว่า ถ้าการเมืองในรัฐสภาซึ่งเป็นภาคหลักของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทำหน้าที่ของตนดี ไหนเลยจะมีใครมาลากมันลงถนน ถ้าการเมืองในรัฐสภาไม่เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงผลประโยชน์ให้ตน ทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติและของคนอื่น ไหนเลยจะมีใครออกมาเดินขบวนหรือเอารถถังออกมาจอดนอกบ้าน และถ้าการเมืองในรัฐสภาคิดถึงประเทศชาติ คิดถึงประชาชน นักการเมืองก็ต้องพร้อมที่จะลงจากเวทีในยามที่ไม่เป็นที่ต้อนรับของประชาชน เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงไว้ ไม่ใช่ดื้อดึงเกาะเก้าอี้จนปล่อยให้รถถังออกมาล้มระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ผ่านมา

26 ธันวาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2550)

อย่าเอื้อมเด็ดดอกฟ้า มาถนอม

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ พรรคการเมืองตั้งแต่ลำดับสามลงมาซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าไม่นับพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่สร้างตำนานการเมืองภายในพรรคที่พิลึกพิลั่นที่สุดเท่าที่เคยมีพรรคการเมืองในประเทศนี้มา พรรคที่มีสีสันและได้รับความสนอกสนใจจากคอการเมืองมากที่สุดเห็นจะได้แก่พรรคชาติไทยของคุณบรรหาร ศิลปอาชา


ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงการออกมาวาดลวดลายหลายยกหลายฉากที่ผ่านมาของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ไม่ได้หมายถึงกรณีสะพานหักตกน้ำครำของคุณบรรหารกับคุณแบม จณิสตา และไม่ได้หมายถึงการลื่นไหลไปมาระหว่างการปราศรัยหาเสียงของคุณบรรหารที่เดี๋ยวจะร่วมมือกับอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน เดี๋ยวจะร่วมมือกับพรรคพลังประชาชน

ความสนใจของคอการเมืองที่มีต่อพรรคชาติไทยอยู่ที่อยากรู้ว่า หลังวันที่ 23 ธันวาคมนี้ จุดยืนทางการเมืองของพรรคชาติไทย หรือพูดให้ถูกต้องคือของคุณบรรหารจะอยู่ที่ไหน?

ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เสียงมากพอจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทย ซึ่งอาจมีพรรคอื่นร่วมอีกหรือไม่ก็ตาม โดยมีข้อตกลงให้คุณบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี คุณบรรหารจะร่วมกับพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไหม?

ตรงกันข้าม ถ้าในสถานการณ์เดียวกันนั้น พรรคประชาธิปัตย์กลับรวบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ถ้าพรรคชาติไทยให้ความร่วมมือด้วยอีกพรรคหนึ่ง โดยมีคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยของคุณบรรหารจะยอมร่วมรัฐบาลไหม? หรือจะขอเป็นนายกรัฐมนตรีเองโดยร่วมมือกับพรรคพลังประชาชน?

ข้อสมมุติดังกล่าวข้างต้น จนทุกวันไม่มีใครกล้าคาดเดาว่า คุณบรรหารจะตัดสินใจอย่างไร ค่าที่ผ่านมาคุณบรรหารมักมีจุดยืนไม่แจ่มชัด ในอดีตขณะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน คุณบรรหารก็เคยนัดกินหูฉลามกับคุณทักษิณมาแล้ว หากย้อนอดีตกลับไปไกลขึ้นอีก พรรคชาติไทยของคุณบรรหารก็ได้ชื่อว่าเป็นพรรคที่พร้อมเสียบไม่แพ้ใคร คุณบรรหารเองถึงกับเคยโอดโอยถึงความอดอยากปากแห้งมาแล้วในยามที่ต้องตกเป็นฝ่ายค้าน ยิ่งเมื่อมีข่าวทำนองว่าพรรคพลังประชาชนกำลังมาแรง และมีข่าวทำนองว่าสังคมส่วนหนึ่งไม่สู้จะยอมรับพรรคนี้ และโดยเฉพาะไม่ยอมรับให้คุณสมัคร หัวหน้าพรรคขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้คนจึงต่างหันสายตามาที่คุณบรรหารในฐานะผู้ที่น่าจะเหมาะสมที่สุดในการก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนคุณสมัคร

และถ้าร่วมมือกับพรรคพลังประชาชนแล้วได้เป็นนายกรัฐมตรี กับร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์แล้วไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มิหนำพรรคนี้ยังเคยขุดคุ้ยด่าทอไปถึงบรรพบุรุษแซ่เบ๊ของตนมาแล้วในยามที่ตนขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก คิดถึงตรงนี้แล้วยิ่งท้าทายการตัดสินใจของคุณบรรหารยิ่งนัก! ยิ่งเมื่อนึกถึงตำนานการเมืองปี 2518 ที่ มรว.คึกฤทธิ์ นำสส.พรรคกิจสังคมไม่กี่คนก้าวขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่ามกลางการสนับสนุนของพรรคการเมืองใหญ่น้อยในสภาด้วยแล้ว ใครเล่าจักไม่เข้าใจความรู้สึกลึกๆ ของชายร่างสั้นผู้นี้!

คุณบรรหารนั้น เช่นเดียวกับคุณเสนาะและคุณสนั่น กล่าวคือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอด จะทำถูกบ้างผิดบ้าง รุ่งบ้างไม่รุ่งบ้าง สังคมก็มีความรู้สึกว่าเป็นบุคลากรทางการเมืองที่มีความสำคัญ การเคลื่อนไหวไม่เคยไม่เป็นที่สนใจ ดังนั้น การตัดสินใจหลังวันที่ 23 ธันวาคมนี้ของคุณบรรหารย่อมเป็นที่สนใจอย่างมากของสังคม ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการพิสูจน์จุดยืนครั้งสำคัญของคุณบรรหาร เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์ที่จะตามมาของประเทศชาติ ของพรรคชาติไทย รวมทั้งของลูกหลานคุณบรรหารเองหลังวันที่ 23 หากยังจะจารึกค่าความเป็นนักการเมืองของตัวคุณบรรหารเองในวัยที่คุณบรรหารอาจไม่มีโอกาสกลับมาแก้ไขสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจในวันนี้

สุดท้าย หากวันนี้คุณบรรหารกำลังฝันถึงตำนานการเมืองปี 2518 คุณบรรหารก็ควรฝันให้จบถึงความยุ่งยากวุ่นวายที่มรว.คึกฤทธิ์ประสบหลังจากนั้น

และหากวันนี้อีกเช่นกัน ถ้าคุณบรรหารกำลังฝันถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในยามที่นำพรรคการเมืองเล็กๆ พรรคหนึ่ง คุณบรรหารก็ควรนึกถึงคำเตือนเก่าๆ ของคนโบราณที่ว่า

19 ธันวาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2550)

จากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญถึงอีแอบผมขาว

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

จากผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญถึงอีแอบผมขาว
จากคนขี้โกงถึงจ๊อกกี้รับจ้างขี่ม้า

ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในสังคมไทยทุกวันนี้ นอกจากจะเป็นภาพการต่อสู้ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กับนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่ต่อต้านคัดค้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแล้ว ที่มาส่วนหนึ่งของความขัดแย้งยังอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มทุนผูกขาดหน้าใหม่ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กับอีกหนึ่งคือกลุ่มทุนผูกขาดหน้าเก่าที่มีสีสันของความเป็นจารีตนิยม

การต่อสู้ที่ว่านี้เห็นได้ชัดเจนจากการที่ดร.ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ หัวหน้าพรรคการเมืองและเจ้าของทุนผูกขาดใหญ่สุดของประเทศพยายามใช้อำนาจรัฐในมือของตนดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่การผูกขาดทั้งทางเศรษฐกิจและทางการเมือง จนถึงขั้นที่คุกคามการดำรงอยู่ของทุนกลุ่มต่างๆ ที่ถ้าไม่มาเป็นพวกก็จะต้องถูกเบียดขับหรือกลืนกิน ถึงขั้นคุกคามการดำรงอยู่ของสถาบันต่างๆ ที่ถ้าไม่รับใช้นโยบายก็จะต้องถูกกระทบกระเทือนหรือกลั่นแกล้ง และถึงขั้นหมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงของประเทศ อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐประหารนำมาอ้างในการเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

และก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ในช่วงปี 2548 ต่อต้นปี 2549 บรรดาบุคคลที่รู้สึกได้ถึงภัยอันตรายจากการผูกขาดของกลุ่มทุนหน้าใหม่ที่มีอำนาจรัฐในมือ ตลอดถึงบุคคลที่ใกล้ชิดและจงรักภักดีต่อสถาบัน อันมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล รองประธานมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นต้น รวมกระทั่งถึงบุคคลสำคัญอย่างรัฐบุรุษอาวุโสและประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่างออกมาประสานเสียงครั้งแล้วครั้งเล่าให้ประชาชนเห็นถึงพิษภัยอันเกิดจากการได้คนขี้โกงและคนไม่ดีมาบริหารประเทศ ให้ประชาชนสนับสนุนคนดี อย่าไปสนับสนุนคนเลวขึ้นมามีอำนาจ

ผลที่ตามมาจากการเคลื่อนไหวให้ประชาชนไม่สนับสนุนคนโกงดังกล่าว คือเสียงระเบิดกึกก้องตอนบ่ายสองโมงของวันที่ 9 มีนาคม 2549 บริเวณข้างป้อมตำรวจหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตามมาด้วยการพูดในที่ประชุมหัวหน้าส่วนข้าราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ และข้าราชการ ซี 10 ขึ้นไป ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ของดร.ทักษิณเกี่ยวกับ “บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป มีการไม่เคารพกติกา” (ผู้จัดการออนไลน์, 3 กรกฎาคม 2549, 13.00 น.)

คำพูดดังกล่าวของดร.ทักษิณได้รับการตอบโต้อย่างฉับพลันจากกลุ่มสตรีชั้นสูงของสังคม นำโดย ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี ม.ล.อุบล นิลอุบล นางสุมาลี วีระไวทยะ และนางปราไพ ปราสาททองโอสถ ที่เปิดแถลงในนามชมรมเพื่อความจริง โดยมีเหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์อีกหลายตระกูล อาทิ ตระกูลวรวรรณ ตระกูลสวัสดิวัสดิ์ และแกนนำพันธมิตรร่วมให้กำลังใจ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 ที่ร้านโอล์ดเล้ง ย่านอาร์ซีเอ เรียกร้องให้ ดร.ทักษิณเปิดเผยความจริงว่าผู้มากบารมีและอยู่เหนือรัฐธรรมนูญคือใคร เพราะ “ประชาชนจำนวนมากตีความกันไปมากเกินกว่า พลเอกเปรม ติณสูญลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษแล้ว ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณออกมาบอกให้ชัดเจนว่าคือใคร หากไม่มีเจตนาจาบจ้วงเบื้องสูง”

www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=15546

จากนั้นอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 พลเอกเปรม ก็เริ่มตอบโต้อีกครั้งด้วยการเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับนักเรียนนายร้อยฯ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่หอประชุมโรงเรียน จำนวนประมาณ 950 คน จาก 4 ชั้นปี ตอนหนึ่งของการบรรยายกล่าวถึงทหารว่าเปรียบเสมือนม้าที่มีชาติและพระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าของ ส่วนรัฐบาลนั้นเป็นเพียงจ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า จ๊อกกี้นั้นบ้างก็ดี บ้างก็ไม่ดี รับจ้างขี่เสร็จแล้วก็ไป ไม่เหมือนเจ้าของที่อยู่ดูแลม้าตลอด
(ดูรายละเอียดคำบรรยายใน ผู้จัดการออนไลน์, 14 กรกฎาคม 2549, 15.23 น.)

การลงทุนออกมาพูดตรงๆ ขนาดนี้ของ คนระดับประธานองคมนตรี เป็นเหมือนการเทหมดหน้าตัก ไม่มีอะไรต้องกั๊กกันอีกแล้วในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนของดร.ทักษิณกับกลุ่มที่ใกล้ชิดสถาบัน ดร.ทักษิณนั้น คราวนี้ดูเหมือนไม่ออกมาตอบโต้ตรงๆ แต่คนที่ออกมาโต้กลับกลายเป็นคนที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช สว.กทม.เวลานั้น ผ่านรายการ “เปิดแฟ้มความคิด” ทาง Wisdom Radio FM. 105 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549 ว่า ปรัชญาม้ากับจ๊อกกี้ของประธานองคมนตรีนั้น “ไม่เข้าท่า” และน่าประหลาดใจที่ “คนดูแลม้าคอกนี้ เขาสอนให้ม้าไม่มีไมตรีกับจ๊อกกี้”

จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านมาร่วมปีครึ่ง ดร.ทักษิณถูกโค่นลงแล้ว และประกาศต่อชาวโลกว่าจะเลิกเล่นการเมืองแล้ว แต่การเคลื่อนไหวของดร.ทักษิณกระทั่งทุกวันนี้กลับไม่เคยหยุดนิ่ง บุรุษผู้ออกมาต่อกรกับประธานองคมนตรีในวันนั้นได้ถูกไหว้วานให้มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ในวันนี้ เขาประกาศตัวเป็นนอมินีของดร.ทักษิณอย่างไม่ปิดบังอำพราง และระหว่างการหาเสียงเมื่อค่ำคืนวันที่ 12ธันวาคมนี้ เขาไม่ลืมที่จะตอกย้ำความแค้น โดยไม่หวังที่จะไปเหยียบทะเลสงขลาอีกต่อไปว่า

“ที่ผ่านมามีอีแอบบางคนด่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ไม่เคารพสถาบันและเอาสถาบันไปเหยียบย่ำ ทั้งไปพูดจากับไฮโซไฮซ้อจนทำให้เป็นชนวนนำไปสู่การรัฐประหาร” เขายังกล่าวต่ออีกว่า อีแอบผมขาวคนนี้ยังเรียกร้องให้สื่อมวลชนเขียนข่าวด่าตน บ้านเมืองวุ่นวายเพราะบุคคลคนนี้ หัวโจกคนนี้เป็นคนทำลายสถาบันอย่างแท้จริง คนที่เป็นอีแอบอย่างนี้ยังไม่มีใครคิดบัญชี ขออนุญาตพูดแค่นี้ ประชาชนคงเข้าใจว่าหมายถึงอะไร ไม่ขอขยายความ

(ไทยรัฐออนไลน์, 12 ธันวาคม 2550, 23.59 น.)

ครับ หวังว่าประชาชนคงเข้าใจ และไม่นำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งคู่นี้ ที่สำคัญกว่านั้น ประชาชนควรเข้าใจและเตรียมพร้อมด้วยว่า การเมืองทุกวันนี้มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าจัดการไม่ดีก็อาจมาถึงทางตันอีกครั้งหนึ่ง

เพราะประการแรก ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คนอย่างดร.ทักษิณนั้นไม่ยอมหยุดและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทั้งไม่สนใจว่าประเทศชาติจะบอบช้ำอย่างไรจากการเคลื่อนไหวของตน ส่วนคู่ต่อสู้ของเขานั้น แม้จะมีทหารเกือบทั้งกองทัพสนับสนุน ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้มีฝีมือในการแก้ไขปัญหาอะไรมากไปกว่าการเอารถถังออกมายึดอำนาจ ซึ่งใครก็ทำได้ถ้ามีกองกำลังเช่นนั้นในมือ

อีกประการหนึ่ง ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดอีกเช่นกันว่า ทุกวันนี้ แม้บรรดาบุคคลที่ยุ่งเกี่ยวอยู่ในวงการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนหรือพรรคใด จะพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองกับสีชมพู และพร้อมใจกันยืนจุดเทียนถวายพระพรในวาระต่างๆ แต่แท้จริงแล้ว กลับหาได้สนองรับพระบรมราโชวาทของในหลวงดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตไม่ ทั้งที่ทรงออกมาเตือนถึงสองครั้งสองครา ให้สามัคคี ลดอคติ เพื่อรักษาความเป็นปกติมั่นคงของประเทศชาติ แต่นักการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย รวมกระทั่งคู่ความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันก็ยังเป็นอย่างที่เห็นกัน เช่นนี้แล้วใครเล่าจะกล้ารับรองว่าบ้านเมืองจะไม่วุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง ใครเล่าจะไม่คิดว่าวิธีการเก่าๆ ที่เอารถถังออกมาจอดข้างนอกจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ประชาชนที่บริสุทธิ์ จึงต้องตั้งสติและไม่เข้าไปเป็นเหยื่อของความขัดแย้งคู่นี้

13 ธันวาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2550)

การเมืองเรื่องตอแหล

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

คำพูดที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ดูจะได้รับการยอมรับและชื่นชมว่าเป็นสัจธรรมทางการเมือง มีการพูดถึงและมีการประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกลายเป็นบรรทัดฐาน (Norms) และเป็นวัฒนธรรม (Culture) ทางการเมืองของไทย โดยไม่ค่อยมีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งกว่านั้นไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนออกมาปฏิเสธ

จากการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นต้นแบบของการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนครั้งแรกของโลก ที่เริ่มในปีพศ.2332 และการต่อสู้ประหัตประหารกันเองในกลุ่มปฏิวัติที่ต่อเนื่องกันมาอีก 10 ปีก็ดี เรื่อยมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปีพศ.2475 ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจการปกครองของกษัตริย์มาอยู่ในมือของกลุ่มขุนนางที่เรียกตัวเองว่าคณะราษฎร และการก่อรัฐประหารโค่นล้มกันเองในหมู่คณะราษฎรในเวลาต่อมาก็ดี การก่อรัฐประหาร 16 กันยายน พศ.2500 โค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงครามของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลูกน้องคนสนิทที่เคยลั่นวาจาว่า “ผมจะไม่วัดรอยเท้าท่าน” ก็ดี จวบกระทั่งถึงความขัดแย้งระหว่างพลเอกถนอม กิตติขจร พลเอกประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร กับพลเอกกฤษณ์ สีวะรา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พศ.2516 ก็ดี ความขัดแย้งระหว่างพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ กับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์หลังร่วมกันก่อรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม พศ.2519 และความขัดแย้งในกลุ่มผู้ร่วมกันก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 19 กันยายน พศ.2549 ที่ทำให้นายพลหลายคนอกหักในเวลาต่อมาก็ดี รวมไปถึงการรวมตัวกันแล้วแตกแยกกัน การทะเลาะต่อว่าเย้ยหยันกันแล้วโอบกอดจับไม้จับมือกันของนักการเมืองไทยที่มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัยก็ดี ยิ่งทำให้คำพูดที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” มีความเป็นสัจธรรมยิ่งขึ้น ได้รับการยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งมากยิ่งขึ้น

ทำให้ดูเหมือนว่าโลกของนักการเมือง ต่างจากโลกของประชาชนคนทั่วไป เพราะโลกของคนทั่วไปย่อมมีทั้งมิตรและศัตรู มีทั้งมิตรแท้ และมิตรที่พอคบได้ เช่นเดียวกับที่มีศัตรูตัวร้ายและศัตรูตัวรอง

แต่โลกของนักการเมืองพวกนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

ค่านิยมหรือวัฒนธรรมที่ยอมรับว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทำให้นักการเมืองจำนวนมาก นำไปใช้เป็นยุทธวิธีต่อรองผลประโยชน์ และยุทธวิธีหาเสียงกับประชาชน

ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่นักการเมืองสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจมารยาททางการเมือง และไม่สนใจว่าเมื่อก่อนตนเคยทำอะไรและพูดอะไรไว้ ขอเพียงให้ตนได้สมประโยชน์ จะให้เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูก็ไม่สำคัญ

ด้วยเหตุนี้เมื่อทักษิณจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกจึงดึงนายบรรหารมาเป็นมิตร แต่พอเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อมั่นใจว่าได้รับคะแนนนิยมสูง ทักษิณก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ทั้งส่งคนของตนลงสมัครแข่งกับนายบรรหารเสียอีก

ด้วยเหตุนี้เมื่อไม่อยากตกงาน อดีตคนเดือนตุลาส่วนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยสละช่วงชีวิตทั้งช่วงให้กับอุดมการณ์ของตน จึงสามารถกอดคอทำงานกับคนที่ต่างอุดมการณ์กับตนอย่างนายสมัคร สุนทรเวชได้ ทั้งเข้าขอความช่วยเหลือจากองค์กรที่พวกของตนเคยกล่าวหาได้ โดยไม่อินังขังขอกว่าสังคมจะประเมินพฤติกรรมของตนอย่างไร

และด้วยเหตุนี้นายบรรหารเมื่อคราวไปหาเสียงกับคนกาฬสินธุ์ในยามที่โพลหลายสำนักระบุว่าพรรคพลังประชาชนมีคะแนนนำ จึงประกาศสลายขั้วทางการเมือง ไม่มีพันธะใดๆ กับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เคยกอดคอต่อสู้ร่วมกันมา จนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา
และด้วยเหตุนี้อีกเช่นกันที่เมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย นายบรรหารจึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “นี่คือการเมือง”

โลกของนักการเมือง จึงเป็นโลกที่ดูน่ากลัว คบไม่ได้ ตลบแตลง และพร้อมตระบัดสัตย์ได้ตลอดเวลา

และถ้าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรแล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องของการตอแหล เป็นเรื่องของคนที่ไร้จุดยืน พร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตนได้ประโยชน์

สัตบุรุษย่อมเป็นมิตรแท้กับสัตบุรุษ และเป็นศัตรูถาวรกับทุรชนฉันใด การเมืองของสัตบุรุษก็ย่อมต้องมีมิตรแท้และมีศัตรูถาวรฉันนั้น

การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ถ้าจะเป็นสัจธรรม ก็คงเป็นสัจธรรมการเมืองของพวกทุศีลเท่านั้น!

ประชาชนจะยอมเลือกพวกทุศีลมาเป็นผู้แทนของเขาหรือ?

28 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550)

สิ่งที่ “อดีตสหาย” สายทักษิณควรพิจารณา

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

นับจากการสิ้นสุดลงของสงครามประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยเมื่อประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา จวบจนกระทั่งต้นปี พศ.2544 การเมืองไทยได้เผชิญความขัดแย้งแหลมคมคู่หนึ่ง คือความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี กับ นักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่ไม่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ประเด็นของความขัดแย้งรวมศูนย์อยู่ที่เหตุการณ์ที่ต่อมาสังคมเรียกว่า “กรณีซุกหุ้น”

ความขัดแย้งดังกล่าว เป็นความขัดแย้งหลักของการเมืองไทยระยะนั้น ครอบงำบรรยากาศและพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยทั้งในและนอกรัฐสภา ในสภาปรากฏเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทยฝ่ายหนึ่ง กับพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์อีกฝ่ายหนึ่ง นอกสภาปรากฏเป็นความขัดแย้งในแนวคำพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสองกลุ่มที่พิพากษาคดีซุกหุ้น ปรากฏเป็นความขัดแย้งในองค์กรทั้งภาครัฐ กึ่งภาครัฐ องค์กรภาคประชาชนและในหมู่ประชาชนทั่วไป ในความขัดแย้งหลักคู่นี้ ด้านหลักของความขัดแย้งที่เป็นฝ่ายกำชัยชนะคือด้านที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตร

และในด้านที่สนับสนุน ดร.ทักษิณ ชินวัตรนี้ ก็มี “อดีตสหาย” ที่เคยเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 รวมอยู่ด้วย!

“อดีตสหาย” เหล่านี้บ้างเป็นรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทย บ้างเป็นรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล บ้างเป็นแกนนำพรรคไทยรักไทย บ้างเป็นที่ปรึกษา บ้างเป็นคณะทำงาน บ้างเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวภาคประชาชน และบ้างเป็นเพียงแฟนคลับธรรมดาที่ไม่มีบทบาทการเมืองอะไรมากไปกว่าการไปหย่อนบัตรลงคะแนนให้พรรคไทยรักไทย

เหตุผลที่ “อดีตสหาย” เหล่านี้สนับสนุน ดร.ทักษิณ บ้างบอกว่า ดร.ทักษิณเป็นตัวแทนพลังการผลิตที่ก้าวหน้า เป็นตัวแทนกลุ่มทุนที่ก้าวหน้ากว่ากลุ่มทุนจารีตนิยม บ้างว่า ดร.ทักษิณให้โอกาสฝ่ายก้าวหน้าในหมู่ประชาชนทำงานมากกว่าหัวหน้าพรรคการเมืองอื่น บ้างเพราะไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ บ้างเพราะเบื่อคุณชวน

7 ปีผ่านไป จากต้นปี 2544 ถึงปลายปี 2550 ในปัจจุบัน “อดีตสหาย” ส่วนหนึ่งได้ตีจาก ดร.ทักษิณเพราะเห็นว่าทักษิณไม่ได้คิดช่วยเหลือคนยากคนจนอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งกระทั่งนำการเดินขบวนขับไล่เพราะรับไม่ได้กับการรวบอำนาจและการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่กระนั้นก็ยังมี “อดีตสหาย” จำนวนไม่น้อยยังคงเหนียวแน่นรับใช้และเป็นแฟนคลับของทักษิณไม่เปลี่ยนแปลง แม้ทั้งที่ทักษิณจะถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชั่นมากมาย แม้ทั้งที่ทักษิณกับครอบครัวจะยอมจำนนต้องไปเสียค่าปรับในฐานหลบเลี่ยงไม่จ่ายภาษีจากการโอนหุ้นหลายต่อหลายครั้งให้เห็นกันอยู่ และแม้ทั้งที่ทักษิณจะไม่ได้ให้เกียรติอะไรกับ “อดีตสหาย” เหล่านั้นมากไปกว่าพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่งที่บางครั้งก็เคยแม้แต่ดุด่าว่ากล่าวอย่างไม่ไว้หน้าผ่านสื่อมวลชนในยามที่ใช้ไปทำอะไรแล้วทำไม่ได้ดั่งใจ ไม่ไว้หน้าแม้แต่จะเอาคนที่ขวาสุดขั้วอย่างนายสมัคร สุนทรเวชมาเป็นลูกพี่ที่ “อดีตสหาย” หลายคนเคยต่อสู้ห้ำหั่นทางด้านอุดมการณ์กันอย่างดุเดือดเลือดพล่านมาก่อน!

แต่ “อดีตสหาย” ของเราก็ยังรับทักษิณได้ แม้ทั้งที่เกียรติภูมิต่างๆ ของทักษิณจะแทบไม่มีอะไรเหลือแล้วจากการตกเป็นผู้ต้องหาในคดีคอร์รัปชั่นโกงกินบ้านเมือง นอกจากทรัพย์สินเงินตราในต่างประเทศที่คาดว่าน่าจะยังมีอยู่อย่างมหาศาลถึงขั้นแทบจะซื้อประเทศนี้ได้ทั้งประเทศ!

และด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงยังมีแฟนคลับอยู่ในประเทศอีกมากมาย

และด้วยเหตุนี้ ความแตกแยกร้าวฉาน ความไม่สงบในสังคม กระทั่งอาจทำให้ชาติไทยทั้งชาติล้มละลายจากการที่ประชาชนในชาติต่อสู้ห้ำหั่นกันเองจะยังเป็นภัยอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา!

แล้ว “อดีตสหาย” ของเราจะยอมให้สังคมไทยและประเทศไทยตกอยู่ในภัยอันตรายเช่นนี้เชียวหรือ?

ทางหนึ่งที่จะพัฒนาและรักษาระบอบประชาธิปไตยไม่ให้ทหารฉวยโอกาสรัฐประหาร ไม่ให้ประเทศชาติต้องแตกแยกวุ่นวายก็คือ ไม่รับใช้นักการเมืองที่เผด็จการและคอร์รัปชั่นโกงกิน สนับสนุนนักการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่คอร์รัปชั่น มีมารยาทและมีความเป็นผู้ดีทางการเมืองพอที่จะไม่ต้องรอให้ประชามหาชนมาเดินขบวนขับไล่ให้เป็นเหตุให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสแทรกแซง

เพียงเพราะทิษฐิ เพียงเพราะความต้องการที่จะเอาชนะ เพียงเพราะคนคนเดียวที่อาจจะมีบุญคุณกับเราเป็นการส่วนตัว แต่คนคนนั้นกำลังมีคดีคอร์รัปชั่นโกงบ้านกินเมืองที่ควรให้โอกาสกระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ของมัน มากกว่าไปหลบลี้หนีหน้าและสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคม เราจะยังรับใช้เขา เห็นแก่เขามากกว่าเห็นแก่ความสงบสุขภายในชาติเชียวหรือ?

ปลายปี 2519 หลังเหตุการณ์สังหารโหด 6 ตุลาคม ขณะที่นักศึกษาประชาชนจำนวนมากรวมทั้ง “อดีตสหาย” เหล่านี้เดินทางเข้าป่าสมทบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขณะที่การปฏิวัติกำลังอยู่ในกระแสสูงนั้น พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเคยเสนอให้ความช่วยเหลือด้วยการนำกำลังทหารต่างชาติเข้ามาปลดปล่อยภาคอีสานของไทย แต่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยกลับไม่ยอมรับความช่วยเหลือนี้ ด้วยเหตุผลที่ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ชนะแบบนี้ “จะเกิดผลเสียหายแก่ประเทศชาติมากกว่า” ยังผลให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตัดความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ในที่สุดแม้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยจะพ่ายแพ้ แต่ประเทศไทยก็ยังรักษาไว้ได้ไม่เสียหาย!(ข้อมูลจากต้นฉบับหนังสือประวัติธง แจ่มศรีซึ่งมีกำหนดจะตีพิมพ์ในปีหน้า)

“อดีตสหาย” สายทักษิณของเราไม่คิดแบบนี้บ้างหรือ?

21 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550)

การเมืองแตกแยก เราไม่แยกแตกกัน

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ถ้าจะมีใครพูดว่า สังคมไทยไม่มีความแตกแยก ใครคนนั้นถ้าไม่โกหก ก็กำลังหลอกตัวเอง!

ปัจจุบันสังคมไทยกำลังเผชิญความแตกแยกทางความคิดครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการสิ้นสุดลงของสงครามแย่งชิงประชาชนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไทยเมื่อประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา

ความแตกแยกที่ว่านี้ หนึ่งที่เห็นชัดคือ ความแตกแยกที่เกี่ยวพันกับอุดมการทางศาสนาและภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏเป็นวิกฤติไฟใต้ซึ่งยังแก้ไม่ตกอยู่ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งที่เห็นชัดไม่แพ้กันคือ ความแตกแยกทางการเมืองระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำกับกลุ่มอำนาจใหม่ที่มีพลพรรค คมช. กับพวกจารีตเป็นแกนนำ

การต่อสู้ที่นำมาซึ่งความแตกแยกครั้งใหญ่ในสังคมทุกวันนี้ได้ชักพาประชาชนจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่าเกือบทั่วทั้งสังคมเข้าสู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งความขัดแย้งนี้

เบื้องหน้าความแตกแยกใหญ่ทั้งสองประการข้างต้น เกิดการต่อสู้และความแตกแยกที่ตามมาอีกมากมายหลายประการ
ความแตกแยกทางภาคใต้นำมาซึ่งการก่อการร้าย การต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน และความแตกแยกร้าวฉานของประชาชนในพื้นที่ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ความแตกแยกระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มอำนาจใหม่ นำมาซึ่งการบดขยี้ทำลายล้างก่อนการเลือกตั้ง การแบ่งขั้วทางการเมืองในหมู่ประชาชน ตามมาด้วยความแตกแยกทั้งในหมู่ประชาชนและนักการเมืองที่ยังดำเนินต่อไปอีกหลังการเลือกตั้ง และสุดท้ายเมื่อรัฐบาลใหม่ไม่สามารถแก้ไขความแตกแยกขัดแย้งในสังคมรวมทั้งไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ ให้เป็นที่พอใจของผู้มีส่วนได้เสียได้ ภาพการนำรถถังออกมารัฐประหารฉุดกระชากระบอบประชาธิปไตยให้ถอยกลับไปข้างหลังก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้งดังที่ คมช. และ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันไม่เคยให้คำรับรองว่าจะไม่ก่อรัฐประหารอีก

ดูเหมือนคนมองโลกในแง่ร้าย แต่โปรดเชื่อเถอะสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง!

เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดระเบิดและเกิดการฆ่ากันทุกเมื่อเชื่อวันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้!

เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดมาตรการมากมายที่พยายามสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มอำนาจเก่าชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล!

เกิดขึ้นจริงเหมือนที่เกิดความแตกแยกร้าวลึกในสังคมตั้งแต่สมัยทักษิณเรื่อยมายันสมัย คมช. และจวบกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป!

เบื้องหน้าความแตกแยกเหล่านี้ ประชาชนจะต้องตั้งสติและไม่นำตนเข้าไปร่วมรับใช้ผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ประชาชนต้องถามตัวเองว่า เรารักชาติและรักประชาธิปไตยหรือไม่?

ถ้ารักชาติ ก็ต้องรักเอกราชอธิปไตยของชาติ ที่ไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกผืนแผ่นดิน ไม่ยอมให้ต่างชาติมาแทรกแซงบงการ

ถ้ารักประชาธิปไตย ก็ต้องไม่สนับสนุนเผด็จการ ไม่ช่วยทำงานให้พวกเผด็จการ ไม่สนับสนุนคนโกงให้มาปกครองประเทศ และไม่สนับสนุนทหารให้มาฉีกรัฐธรรมนูญ

การเมืองไทยทุกวันนี้ ที่มีแต่ความแตกแยกขัดแย้ง ดูมืดมนไม่มีอนาคต เพราะต่างฝ่ายต่างต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กันและกัน ไม่เพียงทักษิณหรือคมช. เท่านั้นที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงให้พรรคพวกของตน ประชาชนที่ไปถือหางทั้งสองฝ่ายก็มีส่วนต่อท่อน้ำเลี้ยงให้ทั้งทักษิณและคมช.ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

ถ้าไม่มีแฟนคลับ ทักษิณจะยังวาดลวดลายได้ถึงขนาดนี้หรือ?

และถ้าไม่มีแฟนคลับ คมช. จะกล้าพูดหรือว่า อนาคตจะปฏิวัติอีกหรือไม่อยู่ที่สถานการณ์?

เบื้องหน้าความแตกแยกทางการเมือง ประชาชนต้องไม่แยกแตกกัน ไม่เป็นแฟนคลับที่คอยต่อท่อน้ำเลี้ยงให้คนพวกนั้นทำลายประชาธิปไตยของบ้านเมือง

เห็นความแตกแยกของบ้านเมืองวันนี้แล้ว คิดถึงเพลง “มือเรียวเกี่ยวรวง” ของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่ว่า

“บนพื้นดินแยกแตก เราไม่แยกแตกกัน กำด้ามเคียวมือเรียวเกี่ยวสัมพันธ์ พลิกพื้นดินถิ่นฐานบ้านเรา”

14 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550)

ความมั่นคงของชาติหรือความมั่นคงของใคร?

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

แล้วในที่สุดร่าง พรบ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรก็ผ่านการเห็นชอบในขั้นรับหลักการจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนได้ ด้วยคะแนน 101 ต่อ 20 งดออกเสียง 2 แม้ทั้งที่กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดทั้งนักวิชาการและสื่อมวลชนจะออกมารณรงค์ต่อต้านคัดค้าน และออกแถลงการณ์ให้ สนช.คว่ำร่าง พรบ.ฉบับนี้ในขั้นรับหลักการก็ตาม

คอลัมน์ “ราชดำเนิน อเวนิว” ฉบับวันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2550 ได้เคยเขียนเหตุผลที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับร่าง พรบ. ฉบับนี้ไว้แล้วซึ่งมีด้วยกัน 4 ประการคือ

1) เนื้อหาที่เผด็จอำนาจและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างครอบจักรวาล และคุ้มครองการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ (ที่แม้จะใช้อย่างผิดๆ แต่อ้างว่ากระทำโดยสุจริต)ที่จะไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัยหรือกระทั่งนำเรื่องขึ้นสู่ศาลปกครองก็ไม่ได้

2) หลักการที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยทั้งสาม คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ผูกขาดอยู่กับคนเพียงคนเดียวคือ ผอ.รมน. และผิดธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลชั่วคราวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนควรจะมีมารยาทพอที่จะไม่ผลักดันกฎหมายสำคัญๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่ผูกพันผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติหรือกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกมา

3) เบื้องหลังการออกกฎหมายที่มีข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นหนึ่งในแผนการทำลายฝ่ายตรงข้ามและสืบทอดอำนาจของคมช. ดังนั้นจึงต้องพยายามผลักดันร่างกฎหมายนี้ออกมาทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้น และ

4) ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกที่ตกต่ำอยู่แล้ว ก็จะยิ่งตกต่ำลงไปอีกจากการออกกฎหมายที่สวนทางกับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนที่ประเทศเจริญแล้วทั่วโลกทำกัน

แม้รัฐบาลจะนำร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกไปปรับปรุงแก้ไขแต่เนื้อหาสำคัญหลายประเด็นที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ยังคงปรากฏอยู่ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิก สนช. กล่าวถึงการให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างครอบจักรวาลของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า

“ประเทศของเรามาไกลเกินที่จะเลี้ยวซ้ายขวากลับไปหาระบบอำนาจนิยม แต่อ่าน พรบ. นี้ทั้งหมดแล้วเหมือนกับเรากำลังเซ็นเช็คเปล่าให้กับผู้อื่นไปกรอกจำนวนเอาเองตามใจชอบ…วันนี้สังคมเรามีปัญหาที่กังวลใจหลายอย่างทั้งภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจ ความแตกแยกในสังคม แทนที่รัฐบาลจะเอาใจใส่แก้ไข กลับเสนอขออำนาจเข้ามาอีก”

และพูดเป็นนัยให้เห็นถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการพยายามเข็นร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกมาว่า

“ผมเห็นด้วยที่จะเห็นบ้านเมืองมั่นคง แต่ต้องเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ เป็นความมั่นคงของประชาชนที่สามารถจะมีชีวิตอย่างสงบปลอดภัย เป็นปกติสุขภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม ไม่ถูกทำร้าย ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”

คุณบัญญัติ ทัศนียะเวช สมาชิก สนช.สายสื่อมวลชนให้เหตุผลของการคัดค้านร่าง พรบ. ฉบับนี้ว่า

“กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยับยั้งภัยความมั่นคง แต่คำว่าภัยความมั่นคงในกฎหมายฉบับนี้ตีความได้ทุกกรณี ดังนั้นไม่น่าจะนำกฎหมายนี้มาบังคับใช้ในช่วงบ้านเมืองกำลังจะก้าวพ้นจากการถูกตราหน้าว่าเป็นเผด็จการจากกรณีรัฐประหาร 19 ก.ย. นอกจากนี้ประเทศกำลังใช้รัฐธรรมนูญ 50 ที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนมากที่สุด กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่กฎหมายนี้ได้ทำลายบรรยากาศการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยสิ้นเชิง แสดงถึงแก่นแท้รัฐบาลที่ต้องการมีอำนาจในมือ ไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งจะถูกแทรกแซงหรือไม่ แสดงให้เห็นความไม่จริงใจของรัฐบาลที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน”

ความพยายามเข็นร่าง พรบ. ฉบับนี้ออกมาจนมีการรับหลักการในวาระแรก ถ้าเป็นสงคราม สงครามนี้ก็ยังไม่ยุติ ยังจะต้องมีการต่อต้านคัดต้านจากผู้รักสิทธิประชาธิปไตยต่อไปอีก และหากดำเนินต่อไปจนกระทั่งสามารถประกาศใช้ได้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละศพของทั้งสองฝ่ายจะเกลื่อนกลาดจนนับไม่หมด ไม่มีใครได้ชัยชนะ เช่นเดียวกับที่ในอดีตรัฐบาลก็ไม่เคยเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ได้จากการใช้กฎหมายปราบปรามคอมมิวนิสต์

เราขอสดุดี 20+2 สมาชิก สนช. ที่ไม่รับหลักการร่าง พรบ. ฉบับนี้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมสมาชิก สนช. อีกหลายคนที่เคยมีบทบาทต่อสู้เพื่อประชาชนจึงไม่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่ม 20+2 และทำไมการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงมีผู้เข้าประชุมเพียง 123 คน จากทั้งหมด 250 คน สมาชิก สนช. อีกกว่าร้อยคนไปอยู่เสียที่ไหน?

9 พฤศจิกายน 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2550)

รายชื่อสมาชิก สนช.ที่ไม่รับหลักการ

1. นายโคทม อารียา
2. พล.ท.เจริญศักดิ์ เที่ยงธรรม
3. พล.ต.ท.ชัยยันต์ กะกล่ำทอง
4. นายดำรงค์ สุมาลยศักดิ์
5. นายตวง อันทะไชย
6. นางเตือนใจ ดีเทศน์
7. นายทวี สุรฤทธิกุล
8. พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน
9. นางบัญญัติ ทัศนียะเวช
10. นายประพันธ์ คูณมี
11. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
12. ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
13. นายภัทระ คำพิทักษ์
14. นางมุกดา อินต๊ะสาร
15. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์
16. นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์
17. นายสมเกียรติ อ่อนวิมล
18. นายสมชาย แสวงการ
19. นายสุริชัย หวันแก้ว
20. นายโสภณ สุภาพงษ์

รายชื่อสมาชิก สนช. ที่งดออกเสียง

1. นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
2. นายวิทย์ รายนานนท์

กระแสเสื้อสีชมพู

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

“ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” ที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลืองเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระยะสองปีที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่โลกได้จารึกไว้อย่างชื่นชมในพระบารมีของพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งกับความรักของประชาชนประเทศหนึ่งที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างยากที่จะมีพระมหากษัตริย์และประชาชนประเทศไหนเสมอเหมือน

ไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนชวนกันใส่เสื้อสีประจำวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ของตนเป็นเวลายาวนานนับปี และไม่เคยมีประชาชนประเทศไหนพากันมาปักหลักชุมนุมเฝ้าพระอาการของพระมหากษัตริย์ของตนด้วยการแหงนหน้ามองไปที่หน้าต่างห้องประทับรักษาพระองค์ทุกครั้งที่พระมหากษัตริย์ของตนเสด็จประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาล

นอกจากประชาชนประเทศไทย!

การพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองเพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ทั่วประเทศ บางองค์กรได้ผลิตเสื้อยืดสีเหลืองแจกจ่ายสมาชิกของตน บางองค์กรกำหนดให้สมาชิกใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ บางองค์กรใส่กันเกือบทุกวันก็มี

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดมี “กระแสเสื้อสีชมพู” ปรากฏขึ้น!

พ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มนำเสื้อสีชมพูมาวางขายบอกว่า “ปีหน้าเขาให้ใส่สีชมพู เพื่อแก้เคล็ดให้ในหลวง”

พรรคพวกที่ทำงานรัฐวิสาหกิจบางคนบอกว่า ที่ทำงานมีคนเริ่มใส่สีชมพูแล้ว ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถช่วยให้ในหลวงทรงหายจากพระอาการประชวร และมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เพราะสีชมพูเป็นสีประจำวันอังคาร หมายความว่าในหลวงได้ทรงผ่านวันพระราชสมภพซึ่งเป็นวันจันทร์มาแล้ว เท่ากับเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ในหลวงทรงผ่านพ้นวิกฤติทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากพระอาการประชวรครั้งนี้

ต้นตอความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสีชมพูมาจากที่ไหนไม่มีใครยืนยัน แต่พิจารณาจากคำอธิบายและเหตุผลของการใส่เสื้อสีชมพูแล้ว คงวิเคราะห์ได้ไม่ยากว่าน่าจะมาจากคนในวงการโหราศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญในการผูกดวง ทำนายชะตา และแก้เคล็ด

สังคมไทยที่คนส่วนไม่น้อยยังพึ่งพาและเชื่อถือหมอดู เมื่อได้รับฟังเรื่องพวกนี้ บวกกับความรักความห่วงใยที่มีต่อในหลวง จึงง่ายที่จะรับเอา “กระแสเสื้อสีชมพู” มาไว้กับตน

มองในแง่ดีแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย!

ผู้คนได้เปลี่ยนความจำเจจากสีเหลืองมาเป็นสีชมพู พ่อค้าแม่ค้าก็มีโอกาสนำเสื้อยืดสีชมพูจำนวนมากมาจำหน่ายได้ทั้งปี และที่เหนือสิ่งอื่นใดคือพสกนิกรชาวไทยได้สบายใจขึ้นว่าตนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโอกาสส่งพลังใจให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ด้วยการสวมใส่เสื้อสีเหมือนกันอีกหนึ่งปี

แต่มองอีกมุมหนึ่งแล้วกลับน่าเป็นห่วง!

เพราะหากกระแสเสื้อสีชมพูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทั่วทั้งสังคม ก็เท่ากับเป็นการสื่อความหมายผิดๆ สร้างความเชื่อและปลูกฝังความคิดที่ไม่เป็นวิทยาศาตร์ให้กับผู้คนทั้งสังคม ไม่ต่างกับเหตุการณ์ความเชื่อเรื่องผีแม่ม่ายในอดีตของคนบางหมู่บ้านในภาคอิสานที่พากันแก้เคล็ดด้วยการเอาผ้าแดงมาผูกไว้ที่รั้ว หรือเอาปลัดขิกกับหุ่นไล่กามาปักไว้หน้าบ้าน เพื่อไม่ให้ผีแม่ม่ายมาเอาชีวิตของผู้ชายในบ้านไป

“กระแสเสื้อเหลือง” เป็นเรื่องที่มีเหตุผลอธิบายได้และทั่วโลกชื่นชม แต่หากก้าวไปถึง “กระแสเสื้อสีชมพู” เมื่อไร ความชื่นชมที่นานาอารยประเทศมีต่อ “ปรากฏการณ์เสื้อเหลือง” จะหมดไปทันที ต่างชาติจะหยันเอาว่าประเทศนี้นอกจากไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังถูกครอบงำด้วยความคิดแบบไสยศาสตร์อีกด้วย เห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้ ความพยายามรวมพรรคการเมืองบางพรรคยังต้องอ้างเรื่องผีบรรพบุรุษสั่งให้มารวมกัน

การแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และความปรารถนาที่จะเห็นพระองค์มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงไม่ได้อยู่ที่การใส่เสื้อสีอะไร หากที่สำคัญอยู่ที่การทำความดี อยู่ที่การครองตนเป็นคนดีและทำหน้าที่การงานของตนให้ถูกต้องครบถ้วน และตอบแทนสังคมด้วยการเสียสละส่วนที่สามารถเสียสละได้ให้สังคม

แต่หากบุคคลหนึ่งบุคคลใดยังเชื่อในเรื่องการแก้เคล็ดด้วยสีชมพู ก็ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำได้ ขอเพียงแต่หน่วยงานทางราชการอย่าเป็นตัวตั้งตัวตีสนับสนุนให้มีการสื่อความหมายผิดๆ ไปสู่สังคมด้วยการชักชวนให้ผู้คนหันมาใส่เสื้อสีชมพูเท่านั้น

แต่หากทำไม่ได้จริงๆ ก็โปรดเขียนตัวอักษรกำกับไว้บนเสื้อด้วยว่า

“เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการสวมใส่”

29 ตุลาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ” ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2550)

Creative Commons License
งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa)
โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำซ้ำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่ง ของงานนี้ได้โดยเสรี
แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น
Suankularb84 Alumni Club.