เรื่องที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน

บริหารนอกตำรา
Beyond Management School
ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

 

 

เรื่องที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน
 

ปาฐกถาในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่” บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)
 

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
 

ดย อาจารย์ ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส ที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)

ท่านกรรมการผู้จัดการ ท่านผู้บริหาร ผู้สอนงาน และวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่ทุกท่าน

          ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่” และได้มากล่าวต้อนรับวิศวกรไฟฟ้า ทั้งที่ความจริงผมเองไม่ใช่วิศวกรและมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่ผมจะพูดจึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับวิศวกรรมศาสตร์หรือไฟฟ้า แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและประสบการณ์ชีวิตบางอย่างของผมเอง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับวิศวกรไฟฟ้าจบใหม่ในโครงการนี้ของเรา
 

          การจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ว่าที่จริงแล้วมิใช่การสิ้นสุดการศึกษา ตรงกันข้ามเป็นการเริ่มต้นการศึกษาโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการศึกษาที่เกี่ยวกับชีวิตจริง ทันทีที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย บัณฑิตใหม่ก็ได้ก้าวเข้าสู่รั้วของอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ซึ่งก็คือ มหาวิทยาลัยชีวิต ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีเรื่องใหม่ๆ จำนวนมากที่บัณฑิตใหม่ไม่เคยเรียนรู้และมหาวิทยาลัยทางวิชาการไม่เคยสอน วันนี้ ผมขอพูดเรื่องเหล่านี้สัก 5 เรื่อง
 

  • เรื่องแรก คือเรื่องที่คนไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก เราแทบทุกคนมักถูกสอนให้ค้นหาตนเองให้พบว่ารักสิ่งไหนและให้ลงมือทำในสิ่งนั้น คำสอนนี้ไม่ผิด เพียงแต่ในโลกของความเป็นจริงมีสภาพแวดล้อมจำนวนมากมาทำให้คนเราไม่สามารถทำในสิ่งที่ตนรักได้ ในชีวิตของผม ผมรักที่จะเป็นอยู่ 2 อย่าง คือหนึ่งเป็นหมอ และสองเป็นนักเขียน แต่จนทุกวันนี้ ผมก็ไม่ได้เป็นทั้งสองอย่าง แต่ต้องมาเป็นนักบริหารและพัฒนาองค์การและทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นอาชีพที่ผมไม่ชอบเลย ตอนเรียนมัธยมศึกษา ผมใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอ และผลการเรียนของผมก็สามารถสอบเข้าเรียนหมอได้ไม่ยากนัก แต่เนื่องจากครอบครัวผมยากจน ประกอบกับไม่มีใครแนะนำการศึกษานอกจากแม่ที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งบอกผมว่าการเรียนหมอมีค่าใช้จ่ายมาก ทางบ้านอาจไม่สามารถส่งเสียให้ผมเรียนจบได้ ผมจึงไม่ได้เรียนหมออย่างที่หวัง และมาทราบความจริงหลังจากนั้นอีกนานว่า การเรียนหมอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร เพราะรัฐออกให้หมด แล้วค่อยใช้ทุนคืนในรูปแบบต่างๆ ทีหลัง จากนั้นครูที่รักผมมากท่านหนึ่งแนะนำให้ผมเรียนกฎหมายเพื่อเป็นผู้พิพากษา ท่านอุตส่าห์พาผมไปพบพี่เขยของท่านที่เป็นผู้พิพากษาเพื่อหวังให้ผมซึมซับความรู้สึกดีๆ ของการเป็นผู้พิพากษา เวลานั้นผมคิดว่านักกฎหมายก็ไม่เลว ผมจึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนต่อกฎหมาย แต่ระหว่างเรียนกฎหมายอยู่นั้น ผมเกิดไปมีสมาคมอยู่กับรุ่นพี่ที่เป็นนักเขียนเพื่อชีวิต ผมจึงกระโจนเข้าสู่วงการนักเขียนตามที่ผมรัก เวลานั้นผมใช้ชีวิตอยู่กับโรงพิมพ์มากกว่ามหาวิทยาลัย การสมาคมกับรุ่นพี่กลุ่มนี้คือจุดเปลี่ยนชีวิตของผม เพราะพวกเขาไม่เป็นเพียงแค่นักเขียนเพื่อชีวิต พวกเขายังเป็นนักปฏิวัติ ผมได้รับการถ่ายทอดให้เข้าใจต้นตอปัญหาของสังคม และได้รับการปลูกฝังให้เลือกใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์และอุทิศตนเพื่อสังคม และเนื่องจากประเทศไทยเวลานั้นตกอยู่ภายใต้การครอบงำของสหรัฐอเมริกาและระบอบเผด็จการทหาร ประเทศไม่มีเอกราช ประชาชาติไม่มีประชาธิปไตย ประชาชนถูกเอาเปรียบรังแก การเป็นนักปฏิวัติจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีงาม ผมตัดสินใจเข้าร่วมขบวนปฏิวัติ และเมื่อสำเร็จการศึกษาภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้ไม่กี่เดือน ผมก็ถูกส่งไปทำงานตามความเรียกร้องต้องการของการปฏิวัติไม่ว่าจะเป็นผู้สื่อข่าวการเมือง คอลัมนิสต์ หรืออาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผมจึงเดินทางเข้าป่า ใช้ชีวิตนักปฏิวัติอาชีพอยู่ในเขตจรยุทธ์ทางภาคใต้ของไทย ในเขตฐานที่มั่นภาคเหนือ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และในสาธารณรัฐประชาชนจีน จนกระทั่งการปฏิวัติพ่ายแพ้ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีของการเป็นนักปฏิวัติอาชีพ ผมไม่มีโอกาสได้เป็นหมอ และไม่มีโอกาสได้เป็นนักเขียน แม้จะได้ทำงานขีดๆ เขียนๆ อยู่บ้างในระยะเวลาสั้นๆ ที่เมืองจีน แต่ผมก็มีความสุขกับงานทั้งหลายในขบวนปฏิวัติที่ผมทำ ผมคิดว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะผมมีจุดมุ่งหมายในงานที่ทำ มีศรัทธาและความเชื่อมั่นว่างานที่ทำซึ่งก็คืองานปฏิวัตินั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีงามได้ จุดมุ่งหมาย ศรัทธา และความเชื่อมั่นนี้ช่วยถักทอความรัก และการทุ่มเทที่ผมมีให้กับมัน แม้ขณะที่ผมทำงานปฏิวัติในเขตป่าเขาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมจะได้เงินเดือนจากขบวนปฏิวัติเพียงเดือนละ 30 บาท ในขณะที่เพื่อนของผมบางคนที่นั่งอยู่แถวๆ นี้ เป็นผู้บริหารกินเงินเดือน เดือนละ 3,000 บาท มากกว่าผมถึง 100 เท่าตัว หลายคนถามผมว่าเสียดายเวลากว่า 10 ปีที่หายไปกับการปฏิวัติที่แพ้พ่ายหรือไม่ ผมตอบอย่างไม่ลังเลว่า ไม่เสียดาย แม้งานปฏิวัติจะไม่ใช่งานที่ผมใฝ่ฝันหรือรักมาก่อน แต่งานปฏิวัติกลับให้อะไรกับชีวิตผมมากมาย อย่างน้อยก็สอนให้ผมเป็นคนดีที่พร้อมอุทิศตนให้กับประเทศชาติและประชาชน ถ้าผมไม่เข้าป่า ไม่เข้าร่วมขบวนปฏิวัติ ป่านนี้ผมอาจเป็นผู้พิพากษาอาวุโส เป็นศาสตราจารย์ทางกฎหมาย หรือไม่ก็เป็นนักการเมืองที่เข้าๆ ออกๆ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองอย่างที่เพื่อนผมหลายคนเป็นก็เป็นได้

    ปัจจุบัน ด้วยจำนวนผู้อ่านเพียงหยิบมือเดียว และรายได้จากการเขียนหนังสืออันน้อยนิดที่ไม่พอต่อการยังชีพของนักเขียนไทยโดยเฉพาะของผู้ที่มีภาระอย่างผม ผมต้องตัดสินใจยึดอาชีพที่ปรึกษาด้านบริหารและพัฒนาองค์การและทรัพยากรมนุษย์ และผมก็ทำงานนี้อย่างมีความสุข เพราะผมมีจุดมุ่งหมายและมีศรัทธาความเชื่อมั่นที่จะทำให้บริษัทไทยบริษัทหนึ่งมีระบบการบริหารและพัฒนาองค์การและทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับบริษัทข้ามชาติให้ได้ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า แม้เราจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก แต่เราก็สามารถรักในสิ่งที่เราทำได้ ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายในสิ่งที่เราทำ มีศรัทธาและความเชื่อมั่นว่าเรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ชีวิตคนเราอาจไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักเสมอไป ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจหากวันหนึ่งจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก
     

  • เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญ บริษัทถิรไทยของเราส่งเสริมให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ Core Competency ตัวหนึ่งของเราคือ Technical Expertise หรือ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค บรรพบุรุษของเราก็สนับสนุนให้เรามีความเชี่ยวชาญ ดังจะเห็นได้จากบทกวีของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้แต่งมูลบทบรรพกิจ และตำราภาษาไทยอีกหลายเล่ม ที่สอนไว้ว่า

    “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล”

    ซึ่งก็หมายความว่าคนเราแม้มีความรู้เพียงเรื่องเดียว แต่ถ้ารู้ลึกรู้จริงจนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญชำนาญก็จะสามารถเอาตัวรอดและได้ดีได้ ผมเองไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ที่มีคือความห่วงใยที่ไม่อยากเห็นพวกเราเชี่ยวชาญจนเกินไป เพราะความเชี่ยวชาญเป็นดาบสองคม คนที่เชี่ยวชาญอะไรมากๆ บางครั้งก็ขาดจินตนาการ เนื่องจากรู้สึกว่าตนรู้ทุกอย่างหมดแล้ว จนเผลอคิดไปว่าสิ่งที่ตนรู้นั้นเป็นสัจธรรมสัมบูรณ์ที่ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงสัจธรรมสัมพัทธ์ที่ทั้งจำกัดและมีเงื่อนไข ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้จำกัดอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรารู้และเข้าใจ ณ เวลานี้ ขณะที่จินตนาการรวมถึงโลกทั้งโลกและสรรพสิ่งทั้งมวลที่เราจะได้รู้และเข้าใจในอนาคต” ขณะไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ เขาไม่ได้ค้นพบในห้องทดลอง หากค้นพบในจินตนาการ ขณะนอนเล่นที่สนามหญ้าท่ามกลางแสงแดด เขาคิดว่าถ้ามนุษย์เดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสงจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือจินตนาการที่นำไปสู่การค้นพบทฤษฎีอันยิ่งใหญ่ทฤษฎีหนึ่ง มนุษย์เราถ้าไม่มีจินตนาการ ป่านนี้พวกเราก็คงยังไม่ออกมาจากถ้ำ ดังนั้นขณะที่เราศึกษาหาความรู้และลงมือปฏิบัติจนเกิดความเชี่ยวชาญ จงเหลือพื้นที่เล็กๆ ให้จินตนาการได้โลดแล่นบ้าง และด้วยจินตนาการนี่แหละ วันหนึ่งถ้ามนุษย์ยังคงใช้ไฟฟ้าอยู่ เราอาจได้เห็นหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กเท่ากับโน้ตบุ๊คเครื่องหนึ่งก็ได้
     

  • เรื่องที่ 3 คือเรื่องการอ้างอิงตำรับตำรา คนไทยถูกสอนให้เป็นทาสตำรา นักวิชาการทั้งหลายก็มักอ้างอิงตำราจากฝรั่งบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง และยึดถือตำราเหล่านั้นเป็นสรณะมาชี้นำการทำงานของตน โดยไม่ดูว่าตำราเหล่านั้นถูกหรือผิด สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงของเราเอง ที่อันตรายกว่านั้นคือ อ่านตำราไม่หมด รู้เพียงบางส่วนแล้วก็เอามาพูด มาอ้างอิง นี่ยังไม่พูดถึงความจริงในระบอบทุนนิยมที่ปัจจุบันตำรับตำราถูกทำให้กลายเป็นสินค้ามากกว่าองค์ความรู้อย่างที่มันควรเป็น ด้วยเหตุนี้หนังสือตำรับตำรา หรือทฤษฎีจำนวนไม่น้อยที่เร่ขายอยู่ในตลาด จึงใช่ว่าจะเชื่อถือได้ทั้งหมด ท่าทีที่ถูกต้องของเราต่อตำราคือ อ่านมันให้มาก แต่อย่าเชื่อมันมากเกินไป และอย่าคิดว่าตนเองรู้หมดแล้วจากกองตำราที่อ่าน สตีฟ จ็อบส์ ผู้บริหารระดับสูงของแอปเปิล คอมพิวเตอร์ และ พิกซาร์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ เคยกล่าวกับบัณฑิตมหาวิทยาลัยสแตนเฟิร์ดในวันที่พวกเขารับปริญญาบัตรในปี ค.ศ. 2005 ว่า ตัวเขาเองได้อาศัยข้อความจากหนังสือ The Whole Earth Catalog เล่มสุดท้ายของ Stewart Brand มาเตือนตัวเองตลอดเวลาในการทำงาน ข้อความที่ว่านี้คือ “Stay Hungry. Stay Foolish” ซึ่งผมขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทยว่า “อย่าเลิกหิวกระหาย อย่าได้อวดฉลาด” ครับ, อย่าเลิกหิวกระหาย จงอ่านตำราให้มาก แต่อย่าเชื่อมันมากเกินไป อย่าคิดว่าที่ตนอ่านมานั้น เป็นสัจธรรมทั้งหมดจนไม่ต้องเรียนรู้หรือรับฟังอะไรอีกต่อไปแล้ว
     
  • เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อน ชีวิตในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปแล้ว เรามีเพื่อนฝูงมากมาย ชีวิตในที่ทำงาน เราก็มีเพื่อนอีกเช่นกัน แต่เพื่อนในที่ทำงาน อาจต่างจากเพื่อนในมหาวิทยาลัย ทั้งในแง่ของวัย เงื่อนไขของชีวิต ผลประโยชน์ และแรงบันดาลใจอื่นๆ ถ้ายอมรับความจริงและไม่กล่าวหาว่ามองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป สิ่งที่เรียกว่า “เพื่อน” นั้น จำนวนไม่น้อยหรืออาจกล่าวได้ว่าจำนวนมาก เป็นเพียง “คนรู้จัก” มากกว่า “เพื่อน” เส้นแบ่งระหว่างเพื่อนกับคนรู้จักคือความรัก ความอาทร ความซื่อสัตย์ ความปรารถนาดี และความเกื้อกูลที่มีต่อกันตลอดเวลา ในยุคสมัยที่แทบทุกอย่างถูกประเมินค่าไม่ต่างจากสินค้าและเงินตรา เพื่อนในความหมายที่สูงส่งที่ต่างจากคนรู้จักนั้น ใช่ว่าจะหาได้ง่ายนัก ดังนั้น ถ้าคุณโชคดีมีเพื่อนอย่างที่ว่านี้สักคน จงถนอมรักมิตรภาพนี้ไว้และตอบแทนด้วยสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ไบรอัน ไดสัน อดีต ซี.อี.โอ.ของโคคา โคล่า กล่าวว่า ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนการเล่นเกมโยนลูกบอลขึ้นไปในอากาศ และคุณมีลูกบอลอยู่ 5 ลูก คือ งาน ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตวิญญาณ คุณจะพบว่างานเป็นเหมือนลูกบอลยางที่ตกลงพื้นแล้วยังสามารถกระเด้งกลับขึ้นมาได้อีก แต่ที่เหลืออีก 4 ลูกนั้นล้วนทำด้วยแก้ว ถ้าคุณทำมันหล่นลง มันก็จะแตกกระจายและไม่มีวันกลับเป็นเหมือนเดิมอีก คาลิล ยิบราน กวีชาวเลบานอนเปรียบเพื่อน “เป็นเสมือนท้องทุ่ง ที่เธอหว่านด้วยความรัก และเก็บเกี่ยวด้วยความขอบคุณ” ถ้าวันนี้ คุณยังไม่มีเพื่อน ลองเริ่มหว่านความรัก ความอาทร ความซื่อสัตย์ ความปรารถนาดี และความเกื้อกูลให้กับคนที่คุณรู้จักดู ในท่ามกลางคนที่คุณรู้จักเป็นร้อยเป็นพันนั้น พยายามหา “เพื่อน” ให้ได้สักคน และพยายามเป็น “เพื่อน” ของใครให้ได้สักคน
     
  • เรื่องที่ 5 เรื่องสุดท้ายที่จะพูดในวันนี้คือเรื่องเกี่ยวกับความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลง คนหนุ่มสาวและคนรุ่นใหม่ไฟแรงจำนวนมาก ไม่ชอบอดทนต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ค่อนข้างช้า สภาพเช่นนี้บ่อยครั้งทำให้ทั้งองค์การและคนหนุ่มสาวเสียโอกาสในการร่วมมือกันพัฒนา ข้อดีของบัณฑิตจบใหม่คือความสดใหม่ขององค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมา และไฟที่มีอยู่ในตัว ถ้าบัณฑิตจบใหม่มุ่งมั่นที่จะเข้ามาร่วมกันพัฒนาองค์การ โดยเฉพาะองค์การอย่างถิรไทย ที่มีพนักงานอายุงาน 10 กว่าถึง 20 กว่าปีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องพิสูจน์ตัวให้เป็นที่ยอมรับ ยืนหยัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแม้เพียงทีละน้อย ก็ถือเป็นชัยชนะที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง เพราะกระบวนการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจำเป็นต้องใช้เวลา อาจจะช้า อาจจะเหนื่อย แต่ก็ไม่มีเส้นทางลัดอื่น เพราะหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ก็ไม่มีเส้นทางลัดให้เดินเสมอไปเหมือนกัน ไม่เช่นนั้น ผู้ชายวัย 29 ปีที่ชื่อสิทธารถะ คงไม่ต้องใช้เวลากว่าสองพันหกร้อยปีที่จะทำให้สิ่งที่เขาค้นพบและถ่ายทอดให้นักบวช 5 รูปรับรู้ในป่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ได้รับการเผยแพร่ออกไปทั่วโลกอย่างทุกวันนี้

ขอบคุณครับ

(เผยแพร่ซ้ำในเว็บไซต์ suan84.com)
 

Speak Your Mind

You must be logged in to post a comment.

Creative Commons License
งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa)
โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำซ้ำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่ง ของงานนี้ได้โดยเสรี
แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น
Suankularb84 Alumni Club.