พี่เฉย

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

       

         หลับเถิดลูกรักหลับพักผ่อน     จะร่ายกลอนวอนฟ้ามาห่มขวัญ

จะเก็บดาวเกี่ยวเดือนเลื่อนตะวัน        มาสานฝันดีดีไว้ที่ใจ

         มืดมิดอวิชชาฉลฉ้อ                อนาถหนอไทยด้วยกันเผากันได้

สันติอหิงสาประชาธิปไตย               คือเผาไทยฆ่าไทยใช่ไหมเกลอ
 

 

ถ้าชีวิตคือละคร  ชีวิตของพี่เฉยก็คือละครชวนหัวที่ไม่ได้จบลง
ด้วยเสียงหัวเราะและความหฤหรรษ์ หากเป็นเสียงสะอื้นไห้และความอาดูร!
 

ย้อนหลังกลับไปเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ละแวกสวนย่านนนทบุรีตั้งแต่วัดเฉลิมพระเกียรติเรื่อยไปทางวัดสังฆทานวัดชลอ อ้อมมายังวัดปราสาท วัดบางเลนเจริญ วัดโบสถ์ดอนพรหมและวัดบางระโหงซึ่งกินเนื้อที่ทั้งอำเภอเมือง อำเภอบางกรวย และอำเภอบางใหญ่นั้น ไม่มีใครกี่คนนักที่จะไม่รู้จักพี่เฉยซึ่งขณะนั้นยังเป็นหนุ่มรุ่นกระทงที่เข้านอกออกในสวนทุเรียนและสวนกระท้อนละแวกนั้นได้ราวกับเป็นสวนของตัวเอง ภาพประทับที่คนแถวนั้นมีต่อพี่เฉยก็คือ เด็กหนุ่มผมยาวขี้โม้ที่ชอบหิ้วกีต้าร์โปร่ง ร้องเพลงฝรั่งยุคซีกตี้ ที่ชาวบ้านฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างไปตามร่องสวนและลำประโดง พี่เฉยแม้เป็นคนขี้คุย แต่แกก็เป็นคนง่ายๆ ที่ดูดี เสน่ห์ของพี่เฉยก็อยู่ตรงนี้แหละ บวกกับที่พี่เฉยชอบร้องเพลงและเล่นดนตรี ถึงขนาดที่รับงานร้องเพลงตอนกลางคืนเป็นงานอดิเรกให้กับห้องอาหารละแวกนั้น ทำให้พี่เฉยยิ่งดูมีเสน่ห์ในความรู้สึกนึกคิดของสาวๆ ชาวสวนยุคนั้นที่คลั่งไคล้ไหลหลงนักร้องนักดนตรีมากยิ่งขึ้น
 

 “สมัยนั้นนะ” พี่เฉยพูดหันมาทางข้าพเจ้าเมื่อคราวตั้งวงร่ำสุราใต้ร่มแคต้นใหญ่เก่าแก่หน้าบ้านของแก พลางกระดกแก้ววิสกี้ราคาเบาๆ ผสมโซดาลอย ปล่อยให้น้ำสีอำพันค่อยๆ ละเลียดซับกระพุ้งแก้มก่อนผ่านลงลำคอช้าๆ ราวกับกำลังจิบไวน์ราคาแพงที่หมักจากองุ่นพันธุ์คาเบอร์เน่ โซวินอง ของแคว้นบอร์กโดซ์
 

“มีผู้หญิงมาให้พี่พาไปนอนทุกคืนไม่เคยขาด….”
แกโอ่ต่อ เว้นระยะนิดหนึ่ง
“….ไม่เคยซ้ำหน้าด้วย!”

คำพูดของพี่เฉยทำให้คนทั้งวงเหล้าตาลุกวาว!
“พวกนั้นมันบ้านักดนตรี”
พี่เฉยว่าต่อ
“มันแข่งกันว่าใครจะได้นอนกับนักดนตรีมากกว่ากัน เพื่อนๆ พี่มันก็แข่งกันว่าใครจะได้นอนกับผู้หญิงมากกว่ากัน แต่ไม่มีใครเอาชนะพี่ได้หรอก” พี่เฉยฟุ้งตามสไตล์ที่พวกเรารู้กันดี
“แล้วพี่ไม่กลัวเมียจับได้หรือ?” ไอ้ช้วนจอมขัดคอประจำวงแหย่
“เมียน่ะรึ….” พี่เฉยทำหน้าขึงขังสุ้มเสียงดุดัน แต่พอเหลือบไปเห็นเจ๊ตุ๊ก1 เมียรักของแกเดินยกไก่สามอย่างเข้ามาให้พวกเราแกล้มเหล้า โทนเสียงและเนื้อหาที่แกเตรียมโม้ก็เปลี่ยนแปลงไป
“….ใครวะจะไม่กลัว!” ระดับเสียงและวาจาที่กลับหลังหัน 180 องศาของแก เรียกเสียงหัวเราะครืนทั้งวงเหล้า

บางทีท่านอาจสงสัยว่าทำไมเมียพี่เฉยจึงชื่อ “ตุ๊ก1” ความจริงชื่อนี้เป็นชื่อที่รู้กันเฉพาะพี่เฉยกับเพื่อนๆ ที่สนิทเท่านั้น เมียแกไม่รู้!
 

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พี่เฉยเพลบอยรุ่นเดอะที่เป็นทั้งนักร้องนักดนตรีเจ้าเสน่ห์ของเราคนนี้มีหรือที่จะมีเมียเพียงคนเดียว แต่ค่าที่แกมีวัยรุ่นใจแตกเสนอตัวมาปรนเปรอแกแทบทุกคืนนั้น ทำให้แกตัดสินใจมีเมียเพียงสองคน และก็ช่างบังเอิญที่แกได้เมียทั้งสองในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน และชื่อตุ๊กเหมือนๆ กัน ความคิดพิสดารต่างๆ จึงเริ่มต่อยอดขึ้นในสมองของแกทันที
 

“เพื่อไม่ให้สับสน” แกเปิดเผยเป็นวิทยาทานให้น้องๆ ในวงเหล้าฟังวันหนึ่ง
“พี่วางแผนตั้งชื่อลูกพี่ทั้งสองเมียให้มันชื่อเหมือนกันเลย… นิด-หน่อย-น้อย นี่ไงคือชื่อที่พี่เลือก ใช้ได้ทั้งสองเพศเลย ไม่ว่าลูกจากเมียฝั่งไหนจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คนโตต้องชื่อนิด คนกลาง-หน่อย คนเล็ก-น้อย”

พี่เฉยสาธยายด้วยความภาคภูมิใจ และด้วยมันสมองอันปราดเปรื่องของแกนี้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามสิบปีแล้ว เมียทั้งสองของแกก็ไม่เคยแพร่งพรายเลยว่าแกยังมีอีกบ้านหนึ่งอยู่คู่กันไป เพราะแกไม่เคยเรียกชื่อลูกเมียผิดเลยสักครั้ง
 

“แล้วพี่ไม่กลับบ้านทุกวัน พี่จะปิดเมียพี่ได้ยังไง?” ไอ้ช้วนจอมขัดคอเจ้าเก่ายังสงสัย
“ก็เพราะไม่กลับบ้านทุกวันสิวะ พี่ถึงปิดได้ ขืนกลับทุกวันจะเอาอะไรไปแก้ตัวกับบ้านที่ไม่กลับล่ะวะ”

 

พี่เฉยตอบหน้าเฉยตาเฉยเหมือนชื่อ และที่แกไม่กลับบ้านแล้วเมียไม่สงสัยก็เพราะแกเป็นคนพื้นเพที่นั่น บ้านญาติกาญาติโกทั้งตระกูลของแกในละแวกนั้นล้วนถูกแกยกมาอ้างเป็นที่พักแรมของแกอย่างถ้วนหน้าในยามที่แกค้างบ้านเมียคนนี้แล้วไม่ได้ค้างบ้านเมียคนนั้น ไม่นับข้ออ้างว่าไปราชการหรือไปประชุมสัมมนาของเทศบาลที่แกทำงานอยู่
 

“แต่มีเรื่องหนึ่ง เล่นเอาพี่เกือบแย่เหมือนกันว่ะ” พี่เฉยสารภาพขึ้นตอนหนึ่ง แต่ดีกรีจอมโม้อย่างพี่เฉยนั้น เชื่อขนมเจ๊กกินได้เลยว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่คำสารภาพ แต่เป็นคำคุยโวโอ้อวดถึงความเก่งกาจของแกซะมากกว่า
 

“ลูกเจ้าตุ๊ก1 เรียกพี่ว่า พ่อ แต่เจ้าตุ๊ก2 ดันอยากเป็นฝรั่ง ให้ลูกเรียกพี่ว่า ป๋า” แกเล่า
“ขืนพ่อบ้าง ป๋าบ้าง พี่ก็สับสนตายหะสิวะ พี่เลยบอกเจ้าตุ๊ก2 ว่า เราสำนึกรักบ้านเกิด ส่งเสริม
ความเป็นไทยกันดีกว่า เรียกพ่อแบบไทยๆ เถอะ อบอุ่นดี เรียกป๋าแบบฝรั่งเดี๋ยวคนเขาหมั่นไส้เอา” เป็นอันว่าพี่เฉยแกประสบผลสำเร็จในการทำให้บ้านสองบ้านของแกมีอะไรที่เหมือนๆ กันหมด ทำให้แกไม่เผลอพูดหรือทำอะไรผิดให้เมียจับได้

 
แต่ท่านที่เคารพ คำโบราณที่ว่า “เวรกรรมมีจริง” นั้น พิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของมันอีกครั้งกับครอบครัวพี่เฉยที่ชอบทำให้บ้านทั้งสองของแกมีอะไรเหมือนๆ กัน……เจ๊ตุ๊ก1 กับตุ๊ก2 ดันชอบเสื้อแดงเหมือนๆ กัน และเข้าร่วมชุมนุมกับพวกเสื้อแดงอย่างเหนียวแน่นเหมือนๆ กันด้วย ความเหมือนที่แกไม่ได้สร้างเองข้อนี้แหละที่เป็นเหมือนเวรกรรมกลับมาตามสนองชีวิตของแก!
 
พี่เฉยแม้ไม่ใช่คอการเมืองมากนัก เพราะแกรักที่จะเป็นศิลปินมากกว่า แต่กระนั้นก็ใช่ว่าแกจะไม่รู้เรื่องอะไรเสียเลย แกอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงจนถูกยึดทรัพย์ ต้องคดีอาญาจนต้องหนีไปเมืองนอก ยังอุตส่าห์มีคนหลับหูหลับตาสนับสนุนโดยไม่สนใจต่อคำพิพากษาศาลที่อธิบายถึงพฤติกรรมคดโกงไว้โดยละเอียด ยิ่งเมื่อนึกถึงการปลุกระดมมวลชนให้ออกมาชุมนุมกันมากๆ และการสัญญิงสัญญาว่า “ถ้าเมื่อไหร่เสียงปืนแตก ผมจะเข้าไปเดินนำพี่น้องเข้ากรุงเทพฯ” แต่ครั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง กลับให้ครอบครัวหนีการต่อสู้ของมวลชนออกไปช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมในห้างหรูต่างประเทศด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พี่เฉยสงสัยว่าเมียทั้งสองของแกคิดอะไรไม่เป็นถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
 
“จริงสินะ… ถ้าคิดเป็นมันคงไม่ถูกเราหลอกมาได้ตั้งกว่าสามสิบปีหรอก” คิดได้ดังนี้แล้ว พี่เฉยก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหนึ่งที่หาคำตอบให้กับตัวเองได้
 
แต่นี่เป็นเพียงเวรกรรมขั้นปฐม วิบากกรรมของพี่เฉย ยังมีมากกว่านี้มาก!
 
“ไปให้ได้นะโว้ยคืนนี้ ช่วยๆ กันหน่อย”
ผ.อ.กองตะโกนสั่งพี่เฉยให้ไปช่วยเล่นดนตรีกล่อมผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าในคืนหนึ่งของปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาพี่เฉยพยายามบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง แม้จะรู้ว่าในที่สุดก็คงบ่ายเบี่ยงไม่ได้ เพราะเทศบาลที่แกทำงานอยู่นั้น ฝักใฝ่เสื้อแดงอย่างออกนอกหน้า ความกังวลของพี่เฉยไม่ได้อยู่ที่ความเป็นศิลปินของแกที่ไม่อยากเอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมือง แต่อยู่ที่เมียทั้งสองของแกอยู่ในที่ชุมนุม และในที่สุดเมื่อบ่ายเบี่ยงไม่ได้ สิ่งที่แกกังวลก็เกิดขึ้นจริง
 
คืนนั้นหลังจากที่พี่เฉยโซโล่กีต้าร์ทั้งเพลงลูกกรุงและลูกทุ่งอย่างเมามันจบลง เจ๊ตุ๊ก2 รีบวิ่งเอาผ้าเย็นขึ้นไปบนเวทีเช็ดเหงื่อให้แก พร้อมกับพูดกรอกไมโครโฟนที่อยู่ในมือแกว่า
 
“เพราะมั้ยคะพี่น้อง แฟนหนูเอง แฟนตุ๊กค่ะ ปรบมือให้อีกครั้งสิคะ”
เสียงตีนตบรัวกระหน่ำจากกลุ่มผู้ชุมนุมดังกระหึ่มเป็นเวลานาน เจ๊ตุ๊ก2 ยิ้มแฉ่ง โดดเข้าหอมแก้มพี่เฉย ผู้ชุมนุมก็ยิ่งกรีดร้องรัวตีนตบอย่างสนุกสนานกึกก้องที่ชุมนุม ทำให้เจ๊ตุ๊ก2 หน้าบานยิ่งนัก ตรงข้ามกับพี่เฉยของเราที่หน้าเหลือนิดเดียว เพราะเหลือบไปเห็นเจ๊ตุ๊ก1 โผล่มาจากไหนไม่รู้กำลังพยายามปีนเวทีขึ้นมา ในช่วงวิกฤติเช่นนี้ พี่เฉยรีบอำลาแฟนเพลง ดอดลงหลังเวทีหายวับไปในความมืดทันที
 
คืนนั้น พี่เฉยรีบโกยแนบกลับมาที่บ้านเจ๊ตุ๊ก1 แกรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วลงทุนรื้อสายกีต้าร์ออกหมด ทำทีเอาหย่องออกมาฝนเพื่อตั้งความสูงระหว่างสายกับคอกีต้าร์ใหม่ รอตั้งรับการอาละวาดของเจ๊ตุ๊ก1 อย่างไม่สะทกสะท้าน
 
“พี่เฉย!…”
เจ๊ตุ๊ก1 แผดเสียงลั่นมาตั้งแต่ประตูรั้ว
“อีนังนั่นเป็นใคร?”
พี่เฉยทำหน้างง
“ไหน?”
“ก็อีคนที่ขึ้นไปหอมแก้มพี่ บอกว่าพี่เป็นแฟนมันนั่นน่ะ”
“ใครหอมแก้มพี่? พี่นั่งฝนหย่องตั้งสายกีต้าร์ตั้งแต่เย็นแล้ว ยังไม่เห็นมีใครโผล่มาที่นี่ซักคน”
พี่เฉยทำไขสือ จริงของแก ไม่มีใครโผล่มาที่นี่สักคน รอบๆ ตัวแกก็มีแต่สายกีต้าร์ กระดาษทราย และหย่องที่ฝนอยู่ 
“แล้วใครเล่นดนตรีที่เวทีวะ หน้าเหมือนพี่เลย เสียงก็เหมือน”
เจ๊ตุ๊ก1 ยังไม่หายสงสัย
“เมียมันยังขึ้นไปหอมแก้ม เช็ดเหงื่อให้ บอกว่ามันชื่อตุ๊กเหมือนหนูด้วย”
“หน้าเหมือนพี่ เมียก็ชื่อตุ๊กเหมือนกันเหรอ?” พี่เฉยแสร้งยิงคำถาม
“ใช่”
“อ๋อ… พี่รู้แล้ว นั่นไม่ใช่พี่ นั่นมันไอ้เฉย…. ไอ้เฉยเทียม ก็เหมือนไอ้พวกแดงเทียมนั่นแหละเธอ ”
 
แม้พี่เฉยจะเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิดด้วยอัจฉริยภาพของแก แต่เวรกรรมแห่งความพยายามทำอะไรให้เหมือนๆ ก็กลับมาเล่นงานแกอีกครั้ง และครั้งนี้ แกไม่มีโอกาสกอบกู้สถานการณ์อะไรได้เลย
 
นิด1 กับ นิด2 ลูกชายคนโตจากเมียทั้งสองของแกรับราชการเป็นตำรวจชั้นประทวนเหมือนกัน แต่ในความเหมือนครั้งนี้ มีความแตกต่างราวฟากฟ้ากับก้นเหวดำรงอยู่ นิด1 ทำงานสืบสวนปราบปราม ส่วนนิด2 อยู่งานจราจร เมื่อเสื้อแดงชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าต้นเดือนมีนาคม นิด1 ถูกส่งไปรักษาการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ครั้นเมื่อเสื้อแดงย้ายที่ชุมนุมไปปักหลักรวมกันที่ราชประสงค์ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเป็นต้นมา นิด1 ก็ถูกย้ายไปรักษาการณ์แถวสวนลุมพินี ขณะที่นิด2 ยังคงซุ่มตรวจจับรถอยู่ตามหัวมุมสี่แยกไฟแดงตลอดเวลาไม่เปลี่ยนแปลง
 
ตั้งแต่พวกเสื้อแดงเริ่มชุมนุมครั้งนี้ พี่เฉยรู้สึกไม่สบายใจและเป็นห่วงเจ้านิด1 ลูกชายคนโตที่เกิดจากเจ๊ตุ๊ก1 อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันคงไม่เป็นอะไรเหมือนที่มันไม่เคยเป็นอะไรมาตลอดทุกครั้งที่มีม็อบมาชุมนุม แกนึกปลอบใจตนเอง แต่เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายในชุดสีดำใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ และการยิง M79 ใส่นายทหารบูรพาพยัคฆ์เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน รวมทั้งระเบิดที่ตูมขึ้นที่โน่นที่นี่ทุกค่ำคืนในระยะหลังๆ ทำให้ผู้คนและทหารบาดเจ็บล้มตายรวมหลายร้อยคนนั้น ทำให้แกเกิดลางสังหรณ์บางอย่างกับลูกคนนี้ของแก ซึ่งสิ่งนี้แกไม่เคยรู้สึกกับเจ้านิด2 หรือแม้แต่เมียทั้งสองของแกที่อยู่ในที่ชุมนุมเกือบตลอดเวลาเลย
 
ราตรีอันอบอ้าวของคืนวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ผ่านไปครึ่งคืนแล้ว พี่เฉยยังคงนั่งติดตามรายงานข่าวเกาะติดสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ อยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเหมือนหลายๆ คืนที่ผ่านมา ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ใครเลยจะเข้าใจถึงความรู้สึกลึกๆ ของชายที่เมียทั้งสองของเขาอยู่ร่วมการชุมนุมอย่างปลอดภัยภายใต้การอารักขาอย่างเข้มแข็งของการ์ดผู้ชุมนุม ในขณะที่ลูกชายคนหนึ่งถูกส่งไปตั้งด่านตรวจความมั่นคงที่บริเวณสวนลุมพินีที่เต็มไปด้วยอันตรายจากลูกระเบิดและกระสุนปืนที่ยิงออกมาทั้งจากที่ชุมนุมและบริเวณข้างเคียงโดยไม่มีอาวุธใดๆ จากทางราชการให้ป้องกันตัวเลย โดยที่ลูกชายอีกคนหนึ่งพกทั้งปืนสั้นและกุญแจมือตั้งด่านตรวจจับรถอยู่ตามสี่แยกที่ปลอดภัยและห่างไกลการชุมนุม
 
เวลาผ่านไปทั้งคืน ไม่มีใครรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับพี่เฉยตลอดค่ำคืนนั้น แม้ตัวแกเองก็แทบไม่รู้เหมือนกันว่าแกได้ทำอะไรไปบ้างในคืนที่เปลี่ยวเหงาและเดียวดายนั้น กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 8 พฤษภาคม ชาวบ้านย่านสวนบางใหญ่และเจ้าหน้าที่แถวเทศบาลต่างโจษกันว่า พี่เฉยเสียลูกไปแล้ว ลูกที่เป็นตำรวจตั้งด่านตรวจความมั่นคงอยู่ที่สวนลุมพินีถูก M79 ยิงเข้ามา 3 ลูกตายคาที่ ศพยังอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ…..
 
พี่เฉยตั้งสวดศพเจ้านิด1 ที่วัดแถวบ้านอยู่เจ็ดวัน เก็บศพไว้สามวัน รุ่งขึ้นวันที่ 19 พฤษภาคม เวลาบ่ายสามโมงจึงประชุมเพลิง
 
ทางการส่งเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจหลายนายมาร่วมงานฌาปนกิจ ชาวบ้านย่านบางใหญ่ บางกรวย และอำเภอเมืองนนทบุรีที่รักพี่เฉยและผู้ตายต่างแห่กันมาร่วมงานเพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายจนแน่นวัด หลายคนแสดงความเสียใจและเสียดายที่ตำรวจดีๆ คนหนึ่งต้องจากไป เจ๊ตุ๊ก1 นั้นเอาแต่ร่ำไห้ปิ้มว่าจะขาดใจ ขณะที่ชาวบ้านเดินเบียดกันขึ้นไปบนเมรุเพื่อนำดอกไม้จันทน์ไปใส่ในเตาเผาศพ พี่เฉยยืนดูเปลวเพลิงที่จุดขึ้นด้วยความรักและอาลัยของเพื่อนบ้านโหมลุกไปทั่วเตาด้วยอาการสงบนิ่ง ขณะที่อีกหลายมุมในพระนคร เปลวเพลิงที่จุดขึ้นด้วยความเคียดแค้นชิงชัง หลงผิด และไร้สติกำลังโหมไหม้ไปทั่วกรุงเทพฯ และหัวใจคนไทยทั้งประเทศ
 
25 พฤษภาคม 2553
เผยแพร่ครั้งแรกใน http://suan84.com/
และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 7
(เมย.-มิย. 2553) ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)

Comments

  1. Sukhumvit163 suriya84 says:

    เพื่อนผมคนนี้ เขาเป็นกวีที่มีวิธีเขียนแบบไม่ยอมเลือกข้าง
    เช่นที่ว่า "คือเผาไทยฆ่าไทยใช่ไหมเกลอ" นั้น
    แสดงถึงความชาญฉลาดของผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง
    ถ้าเขียนว่า "คือเผาไทยเพื่อไทยใช่ไหมเกลอ" ละก็
    ตัวใครตัวมัน…คนนี้ไม่ใช่เพื่อนโพ้ม

     

Speak Your Mind

You must be logged in to post a comment.

Creative Commons License
งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa)
โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำซ้ำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่ง ของงานนี้ได้โดยเสรี
แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น
Suankularb84 Alumni Club.