ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
หลับเถิดลูกรักหลับพักผ่อน จะร่ายกลอนวอนฟ้ามาห่มขวัญ
จะเก็บดาวเกี่ยวเดือนเลื่อนตะวัน มาสานฝันดีดีไว้ที่ใจ
มืดมิดอวิชชาฉลฉ้อ อนาถหนอไทยด้วยกันเผากันได้
สันติอหิงสาประชาธิปไตย คือเผาไทยฆ่าไทยใช่ไหมเกลอ
ถ้าชีวิตคือละคร ชีวิตของพี่เฉยก็คือละครชวนหัวที่ไม่ได้จบลง
ด้วยเสียงหัวเราะและความหฤหรรษ์ หากเป็นเสียงสะอื้นไห้และความอาดูร!
ย้อนหลังกลับไปเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ละแวกสวนย่านนนทบุรีตั้งแต่วัดเฉลิมพระเกียรติเรื่อยไปทางวัดสังฆทานวัดชลอ อ้อมมายังวัดปราสาท วัดบางเลนเจริญ วัดโบสถ์ดอนพรหมและวัดบางระโหงซึ่งกินเนื้อที่ทั้งอำเภอเมือง อำเภอบางกรวย และอำเภอบางใหญ่นั้น ไม่มีใครกี่คนนักที่จะไม่รู้จักพี่เฉยซึ่งขณะนั้นยังเป็นหนุ่มรุ่นกระทงที่เข้านอกออกในสวนทุเรียนและสวนกระท้อนละแวกนั้นได้ราวกับเป็นสวนของตัวเอง ภาพประทับที่คนแถวนั้นมีต่อพี่เฉยก็คือ เด็กหนุ่มผมยาวขี้โม้ที่ชอบหิ้วกีต้าร์โปร่ง ร้องเพลงฝรั่งยุคซีกตี้ ที่ชาวบ้านฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างไปตามร่องสวนและลำประโดง พี่เฉยแม้เป็นคนขี้คุย แต่แกก็เป็นคนง่ายๆ ที่ดูดี เสน่ห์ของพี่เฉยก็อยู่ตรงนี้แหละ บวกกับที่พี่เฉยชอบร้องเพลงและเล่นดนตรี ถึงขนาดที่รับงานร้องเพลงตอนกลางคืนเป็นงานอดิเรกให้กับห้องอาหารละแวกนั้น ทำให้พี่เฉยยิ่งดูมีเสน่ห์ในความรู้สึกนึกคิดของสาวๆ ชาวสวนยุคนั้นที่คลั่งไคล้ไหลหลงนักร้องนักดนตรีมากยิ่งขึ้น
“สมัยนั้นนะ” พี่เฉยพูดหันมาทางข้าพเจ้าเมื่อคราวตั้งวงร่ำสุราใต้ร่มแคต้นใหญ่เก่าแก่หน้าบ้านของแก พลางกระดกแก้ววิสกี้ราคาเบาๆ ผสมโซดาลอย ปล่อยให้น้ำสีอำพันค่อยๆ ละเลียดซับกระพุ้งแก้มก่อนผ่านลงลำคอช้าๆ ราวกับกำลังจิบไวน์ราคาแพงที่หมักจากองุ่นพันธุ์คาเบอร์เน่ โซวินอง ของแคว้นบอร์กโดซ์
“มีผู้หญิงมาให้พี่พาไปนอนทุกคืนไม่เคยขาด….”
แกโอ่ต่อ เว้นระยะนิดหนึ่ง
“….ไม่เคยซ้ำหน้าด้วย!”
คำพูดของพี่เฉยทำให้คนทั้งวงเหล้าตาลุกวาว!
“พวกนั้นมันบ้านักดนตรี”
พี่เฉยว่าต่อ
“มันแข่งกันว่าใครจะได้นอนกับนักดนตรีมากกว่ากัน เพื่อนๆ พี่มันก็แข่งกันว่าใครจะได้นอนกับผู้หญิงมากกว่ากัน แต่ไม่มีใครเอาชนะพี่ได้หรอก” พี่เฉยฟุ้งตามสไตล์ที่พวกเรารู้กันดี
“แล้วพี่ไม่กลัวเมียจับได้หรือ?” ไอ้ช้วนจอมขัดคอประจำวงแหย่
“เมียน่ะรึ….” พี่เฉยทำหน้าขึงขังสุ้มเสียงดุดัน แต่พอเหลือบไปเห็นเจ๊ตุ๊ก1 เมียรักของแกเดินยกไก่สามอย่างเข้ามาให้พวกเราแกล้มเหล้า โทนเสียงและเนื้อหาที่แกเตรียมโม้ก็เปลี่ยนแปลงไป
“….ใครวะจะไม่กลัว!” ระดับเสียงและวาจาที่กลับหลังหัน 180 องศาของแก เรียกเสียงหัวเราะครืนทั้งวงเหล้า
บางทีท่านอาจสงสัยว่าทำไมเมียพี่เฉยจึงชื่อ “ตุ๊ก1” ความจริงชื่อนี้เป็นชื่อที่รู้กันเฉพาะพี่เฉยกับเพื่อนๆ ที่สนิทเท่านั้น เมียแกไม่รู้!
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พี่เฉยเพลบอยรุ่นเดอะที่เป็นทั้งนักร้องนักดนตรีเจ้าเสน่ห์ของเราคนนี้มีหรือที่จะมีเมียเพียงคนเดียว แต่ค่าที่แกมีวัยรุ่นใจแตกเสนอตัวมาปรนเปรอแกแทบทุกคืนนั้น ทำให้แกตัดสินใจมีเมียเพียงสองคน และก็ช่างบังเอิญที่แกได้เมียทั้งสองในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน และชื่อตุ๊กเหมือนๆ กัน ความคิดพิสดารต่างๆ จึงเริ่มต่อยอดขึ้นในสมองของแกทันที
“เพื่อไม่ให้สับสน” แกเปิดเผยเป็นวิทยาทานให้น้องๆ ในวงเหล้าฟังวันหนึ่ง
“พี่วางแผนตั้งชื่อลูกพี่ทั้งสองเมียให้มันชื่อเหมือนกันเลย… นิด-หน่อย-น้อย นี่ไงคือชื่อที่พี่เลือก ใช้ได้ทั้งสองเพศเลย ไม่ว่าลูกจากเมียฝั่งไหนจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คนโตต้องชื่อนิด คนกลาง-หน่อย คนเล็ก-น้อย”
พี่เฉยสาธยายด้วยความภาคภูมิใจ และด้วยมันสมองอันปราดเปรื่องของแกนี้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสามสิบปีแล้ว เมียทั้งสองของแกก็ไม่เคยแพร่งพรายเลยว่าแกยังมีอีกบ้านหนึ่งอยู่คู่กันไป เพราะแกไม่เคยเรียกชื่อลูกเมียผิดเลยสักครั้ง
“แล้วพี่ไม่กลับบ้านทุกวัน พี่จะปิดเมียพี่ได้ยังไง?” ไอ้ช้วนจอมขัดคอเจ้าเก่ายังสงสัย
“ก็เพราะไม่กลับบ้านทุกวันสิวะ พี่ถึงปิดได้ ขืนกลับทุกวันจะเอาอะไรไปแก้ตัวกับบ้านที่ไม่กลับล่ะวะ”
พี่เฉยตอบหน้าเฉยตาเฉยเหมือนชื่อ และที่แกไม่กลับบ้านแล้วเมียไม่สงสัยก็เพราะแกเป็นคนพื้นเพที่นั่น บ้านญาติกาญาติโกทั้งตระกูลของแกในละแวกนั้นล้วนถูกแกยกมาอ้างเป็นที่พักแรมของแกอย่างถ้วนหน้าในยามที่แกค้างบ้านเมียคนนี้แล้วไม่ได้ค้างบ้านเมียคนนั้น ไม่นับข้ออ้างว่าไปราชการหรือไปประชุมสัมมนาของเทศบาลที่แกทำงานอยู่
“แต่มีเรื่องหนึ่ง เล่นเอาพี่เกือบแย่เหมือนกันว่ะ” พี่เฉยสารภาพขึ้นตอนหนึ่ง แต่ดีกรีจอมโม้อย่างพี่เฉยนั้น เชื่อขนมเจ๊กกินได้เลยว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่คำสารภาพ แต่เป็นคำคุยโวโอ้อวดถึงความเก่งกาจของแกซะมากกว่า
“ลูกเจ้าตุ๊ก1 เรียกพี่ว่า พ่อ แต่เจ้าตุ๊ก2 ดันอยากเป็นฝรั่ง ให้ลูกเรียกพี่ว่า ป๋า” แกเล่า
“ขืนพ่อบ้าง ป๋าบ้าง พี่ก็สับสนตายหะสิวะ พี่เลยบอกเจ้าตุ๊ก2 ว่า เราสำนึกรักบ้านเกิด ส่งเสริมความเป็นไทยกันดีกว่า เรียกพ่อแบบไทยๆ เถอะ อบอุ่นดี เรียกป๋าแบบฝรั่งเดี๋ยวคนเขาหมั่นไส้เอา” เป็นอันว่าพี่เฉยแกประสบผลสำเร็จในการทำให้บ้านสองบ้านของแกมีอะไรที่เหมือนๆ กันหมด ทำให้แกไม่เผลอพูดหรือทำอะไรผิดให้เมียจับได้
พี่เฉยทำหน้างง
“ก็อีคนที่ขึ้นไปหอมแก้มพี่ บอกว่าพี่เป็นแฟนมันนั่นน่ะ”
“ใครหอมแก้มพี่? พี่นั่งฝนหย่องตั้งสายกีต้าร์ตั้งแต่เย็นแล้ว ยังไม่เห็นมีใครโผล่มาที่นี่ซักคน”
“แล้วใครเล่นดนตรีที่เวทีวะ หน้าเหมือนพี่เลย เสียงก็เหมือน”
“เมียมันยังขึ้นไปหอมแก้ม เช็ดเหงื่อให้ บอกว่ามันชื่อตุ๊กเหมือนหนูด้วย”
“หน้าเหมือนพี่ เมียก็ชื่อตุ๊กเหมือนกันเหรอ?” พี่เฉยแสร้งยิงคำถาม
“ใช่”
“อ๋อ… พี่รู้แล้ว นั่นไม่ใช่พี่ นั่นมันไอ้เฉย…. ไอ้เฉยเทียม ก็เหมือนไอ้พวกแดงเทียมนั่นแหละเธอ ”
เผยแพร่ครั้งแรกใน http://suan84.com/
และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 7



เพื่อนผมคนนี้ เขาเป็นกวีที่มีวิธีเขียนแบบไม่ยอมเลือกข้าง
เช่นที่ว่า "คือเผาไทยฆ่าไทยใช่ไหมเกลอ" นั้น
แสดงถึงความชาญฉลาดของผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าเขียนว่า "คือเผาไทยเพื่อไทยใช่ไหมเกลอ" ละก็
ตัวใครตัวมัน…คนนี้ไม่ใช่เพื่อนโพ้ม