ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com
“อยากปล่อยทุกอย่างวางลงไว้ อยากปล่อยหัวใจให้ว่างว่าง
อยากปล่อยความหวังอันเลือนราง อยู่กับทุกอย่างอย่างเป็นจริง”
ฝนที่กระหน่ำหนักเมื่อเย็นวานและพรำต่ออีกทั้งคืนเพิ่งจะซาเม็ดลงเมื่อใกล้สาง ทำให้ปลายยอดใบและสุมทุมพุ่มไม้รอบบ้านยังคงมีหยาดน้ำเกาะค้างตามพุ่มใบเต็มไปหมด เช้านี้ลมจากเชิงภูพัดแรงกว่าทุกวัน แม่เฒ่าคำยวงรู้สึกหนาวเยือกทุกครั้งที่ลมหัวรุ่งพัดหวือมาปะทะเสื้อผ้าที่เริ่มเปียกชุ่มจากการเดินระไปตามพุ่มไม้หลังฝน…..
“มันไปแล้วละ สีทอง” แม่เฒ่าพูดขณะใช้มือแหวกไปใต้พุ่มไม้ที่ชุ่มน้ำ ตาอันฝ้าฟางของนางพยายามเขม้นมองด้วยแสงแรกของวันยังไม่เริ่มระบายฟ้าดีนัก
“มันไปแล้วจริงๆ” นางพึมพำพลางเอามือลูบหัวเจ้าสีทองที่วิ่งเลิ่กลั่กดักหน้าดักหลังส่งเสียงร้องเหมียวๆ ลั่นไปหมด บางครั้งมันก็วิ่งนำหน้า บางครั้งก็วิ่งกลับมาข้างหลังเหมือนจะบอกให้นางช่วยตามหาลูกของมันที่หายไป
แม่เฒ่าพยายามลูบหัวปลอบให้มันสงบลง แต่สีทองก็ยังไม่หยุดร้อง มันดูกระวนกระวายยิ่งขึ้นเมื่อรู้สึกว่าการตามหากำลังสิ้นสุดลง แม่เฒ่ามองเจ้าสีทองอย่างเข้าใจ แต่นางก็จนปัญญาด้วยไม่รู้ว่าจะไปตามหาลูกของมันได้ที่ไหน
นางนึกถึงวันแรกที่มันโซซัดโซเซเข้ามา เนื้อตัวมอมแมมและผอมโซ ท่าทางมันหวาดกลัวเหมือนเพิ่งโดนทำร้ายและหลงทางมา นางนึกสงสารเลยเอาข้าวสุกใส่กะละมังไปวางไว้ สักพักมันจึงค่อยๆ ย่องมากินด้วยสายตาที่หวาดระแวง หางซุกไว้ใต้ก้นตลอดเวลา ผ่านไปสองสามวันมันจึงค่อยคุ้นกับแม่เฒ่าและไม่ยอมไปไหนอีกเลย แม่เฒ่าตัดสินใจเลี้ยงมันไว้ และตั้งชื่อให้ว่า “สีทอง” ตามสีขนเหลืองทองของมัน โดยที่มันไม่รู้หรอกว่า วันที่มันหนีใครบางคนมานั้น เป็นวันที่แม่เฒ่าถูกใครบางคนหนีไปเช่นกัน
“ถ้ามันไม่ไปวันนี้ วันหน้ามันก็ต้องไป”
นางพึมพำเหมือนจะปลอบเจ้าสีทอง แต่ในอีกห้วงคำนึงหนึ่งก็คล้ายกับปลอบตัวนางเองเช่นกัน การพบพานและการพลัดพรากคือประสบการณ์ที่ทำให้หัวใจแม่เฒ่าเปรมปลื้มและปวดร้าวไปพร้อมกัน เป็นประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชาชิน ประสบการณ์ที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้นางเข้มแข็งและยืนอยู่ ยอมรับได้กับการเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ของชีวิต ทุกวันนี้กระท่อมเรือนผูกหลังเก่ากับขุนเขาด้านหลังเท่านั้นที่เป็นสรณะสำหรับนาง มันเป็นเหมือนเพื่อนสนิทและคนรักที่คอยยืนส่งนางเวลาออกหาของป่ายามเช้า ยืนรอรับกลับยามเย็น และโอบรัดยามค่ำคืนอันเหน็บหนาวและเปล่าดาย บ่อยครั้งที่แม่เฒ่าตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับความรู้สึกปวดร้าวจากความเหงาเศร้าอันเปล่าเปลี่ยวของชีวิตเมื่อพบเพียงตัวเองในกระท่อมหลังเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา บางครั้งนางก็ใช้เวลาว่างของวันที่ไม่ได้ออกไปหาสมุนไพรในป่านั่งนึกทบทวนและปวดร้าวไปกับมัน
มันเป็นเหตุการณ์เมื่อสี่สิบกว่าปีแล้วเห็นจะได้ แต่แม่เฒ่าก็ยังจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน แม่เฒ่าเห็นภาพตัวเองสมัยเป็นสาวรุ่นปีนลงมาทางหน้าต่างด้านหลัง ที่คนรักของนางแอบพาดบันไดรอรับ ทั้งคู่หนีการคลุมถุงชนและตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันโดยผูกเรือนหลังเล็กๆ อยู่ชายป่าริมภูที่ไม่มีใครตามพบ เป็นการตัดสินใจที่ไม่เพียงแต่เป็นไปตามกระแสร่ำร้องของความรัก หากที่สำคัญยังตามจิตวิญญาณอันอิสระเสรีของนางกับเขา ตลอดเวลาอันน่าตื่นเต้นนั้น นางสัมผัสได้ถึงความสุขที่ปราศจากสมบัติพัสถานและชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ โลกเล็กๆ ของนางมีเพียงเขากับลูกน้อยอีกสามคน กระท่อมเรือนผูก กับของป่าที่หาได้ และสำรับกับข้าวที่ทุกคนในบ้านล้อมวงกินกันตามประสาป่าดอย ขอเพียงเท่านี้ นางก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิต เพียงเท่านี้จริงๆ ที่นางต้องการและปรารถนาจะครอบครองไว้ให้นานแสนนาน
แต่ในที่สุดความหวังและความต้องการอันน้อยนิดของนางก็ไม่เป็นไปตามที่นางวาดหวังเอาไว้ แม่เฒ่าสัมผัสความรักและความอบอุ่นของครอบครัวเล็กๆ ได้ไม่นาน สามีของนางก็จากไปในวันที่ฝนตกหนักและดินถล่มขณะเข้าไปเก็บของป่าอยู่บนภู เขาเป็นพรานที่ชำนาญป่า เรียกว่าชำนาญมากที่สุดคนหนึ่งก็ว่าได้ แต่กระนั้นป่าก็ยังมีอะไรลึกลับเกินกว่าที่คนจะเข้าใจ มันหล่อเลี้ยงชีวิต และมันก็เอาชีวิตของคนไปด้วย บางครั้งดูเป็นมิตรที่เอื้ออารี แต่บางครั้งก็ดูโกรธเกรี้ยวแล้งน้ำใจ เหมือนคนที่เอาใจยาก เหมือนคนที่ยากจะอ่านให้เข้าใจ การสูญเสียสามีทำให้นางยิ่งหวงแหนลูกทั้งสามมากยิ่งขึ้น พวกเขาเป็นสมบัติมีค่าที่สุดที่นางเหลืออยู่ แต่ชีวิตก็มักเล่นตลกกับเราอยู่เสมอ ยิ่งหวงแหนก็ยิ่งห่างหาย ยิ่งห่วงหาก็ยิ่งห่างเหิน หลังจากที่สามีจากไปไม่นาน ลูกชายสองคนของนางขอเข้าไปรับจ้างทำงานในเมือง สักพักก็ได้เมีย ระยะหลังไม่เคยกลับมาที่บ้านอีกเลย ลูกสาวคนเล็กไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านกับโรงงาน กระทั่งเมื่อปีที่แล้วหล่อนก็จากนางไปอีกคน ไปอยู่กับสามีฝรั่งที่มาสู่ขอกับนางด้วยเงินสามหมื่นบาทก่อนพาบินกลับไปอเมริกาในวันที่เจ้าสีทองกระเซอะกระเซิงมาหานาง
วันนี้เกือบทั้งวัน แม่เฒ่าไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฝนที่เพิ่งหยุดตกได้เริ่มตกลงมาอีกครั้งและกระหน่ำหนักขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ลมพายุกระโชกพัดเป็นระยะๆ นางคิดว่าวันนี้คงไม่ได้ออกไปหาสมุนไพรและเก็บของป่าเหมือนเคย นางก้มๆ เงยๆ เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่งเหมือนจะมองหาลูกเจ้าสีทองก็ไม่ใช่ หรือจะหาอะไรบางอย่างก็ไม่รู้ บ่อยครั้งนางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังทำอะไร เราคงแก่มากเกินไปเสียแล้ว นางคิด เจ้าสีทองยังคงตามนางป้วนเปี้ยนและกรีดร้องเป็นระยะๆ แต่นางไม่ได้สนใจอะไรแล้ว นางรู้สึกอยากพักผ่อนหลังจากที่ภาพอดีตหวนกลับมาในห้วงคำนึงของนางเกือบทั้งวัน นางล้มตัวลงบนเตียงไม้กระดานเหม่อมองลอดช่องหน้าต่างออกไปอย่างเลื่อนลอย กระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานนางรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะหลับแต่ก็ไม่หลับ และฝนก็เริ่มจะหยุดตกแล้ว ปรายฝนที่สาดกระเซ็นตกกระทบลำแดดอ่อนๆ ที่ลอดปลายไม้หลังบ้านก่อเกิดเป็นรูปรุ้งกินน้ำที่คล้ายสะพานโค้งที่มีกากเพชรโรยตัวระยิบระยับเหมือนดวงดาวอยู่เบื้องบน ช่างเป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพของสรวงสวรรค์ แม่เฒ่าเผลอไผลไปกับภาพที่เห็นจนหลุดเข้าไปในภวังค์ที่นางไม่สามารถบังคับตัวเองได้อีกต่อไป พลันภาพสามีนางที่จากไปและลูกๆ ทั้งสามก็ปรากฏขึ้นบนสะพานโค้งสีรุ้งที่มีกากเพชรโรยตัวระยิบระยับเหมือนดวงดาวอยู่เบื้องบน พวกเขากวักมือเรียกนางและสะพานนั้นก็พลันทอดยาวเข้าไปในป่าที่มีขุนเขาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง กิ่งไม้ใบหญ้ารอบๆ ก็โบกพลิ้วไปมาคล้ายเพื่อนสนิทที่กวักมือเชื้อเชิญและหยอกเย้า นางนึกได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้เข้าป่าเก็บสมุนไพร อย่างน้อยวันนี้นางควรต้องเก็บ เร่ว รางจืด เปล้าน้อย และเถาวัลย์เปรียง ในภวังค์นั้นนางรู้สึกยินดีเป็นที่สุดที่ได้พบกับพวกเขา นางรีบจัดแจงหาย่ามสองใบสะพายบ่า ใบหนึ่งว่าจะใส่สมุนไพร ส่วนอีกใบอาจใช้ใส่เห็ด หน่อไม้ หรือผักป่า แต่ไม่ทันไรภาพทั้งหมดก็อันตรธานไป
แม่เฒ่าตระหนักรู้ได้ว่านี่เป็นเพียงความฝันเมื่อได้ยินเสียงเจ้าสีทองกระโดดขึ้นมากรีดร้องอยู่บนเตียง สองตาและร่องแก้มของนางเปียกชื้นโดยที่นางเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังดีใจหรือเสียใจ นางรู้สึกเศร้า แต่ก็พยายามตั้งสติยอมรับกับความจริงที่อยู่รอบๆ นาง
“เอ็งก็เหมือนข้าน่ะแหละ” แม่เฒ่าพูดขณะเจ้าสีทองเอาสีข้างของมันเข้ามาถูไถที่ขาของนาง
“รักอิสระ แต่ก็ต้องการครอบครอง”
นี่เป็นนิสัยพื้นฐานของแมวทุกตัวซึ่งนางรู้จักดี มันรักอิสระเสรีมากกว่าที่จะให้ใครจับมันขังไว้ในกรง วันๆ มันจะตระเวนหายหัวไปทั้งวันโดยไม่สนใจใยดีเรา ซ้ำยังกลับมาทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเรา มากกว่าจะรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของมันเสียอีก แม่เฒ่ารู้สึกปวดร้าวเมื่อหวนรำลึกอดีตที่จิตวิญญาณอันเสรีพานางมาพานพบกับสามีและลูก นางน่าจะมีความสุขกว่านี้ ถ้านางรู้จักปล่อยวางและไม่ปล่อยให้ความปรารถนาที่อยากครอบครองเป็นเจ้าของมาทำให้นางต้องจมอยู่กับความทุกข์แห่งการพลัดพราก คนเราก็เป็นเช่นนี้ ยื้อแย่งแสวงหาเพื่อจะโศกเศร้าเมื่อสูญเสีย คิดถึงตอนนี้ นางก็ให้รู้สึกสงสารเจ้าสีทองขึ้นมาจับใจ ลูกเอ็งกำลังทำกับเอ็งเหมือนที่ลูกข้าทำกับข้า พวกมันสามตัวอายุได้เกือบปีแล้ว มันเป็นแมวรุ่นหนุ่มรุ่นสาวเกินกว่าที่เอ็งจะเก็บไว้ครอบครองหรือให้มานอนซุกที่อกของเอ็งอีกต่อไปแล้ว ลูกเอ็งกับลูกข้า มันก็ต้องการอิสระเสรีเหมือนที่เอ็งกับข้าเคยต้องการนั่นแหละ
“ถ้ามันไม่ไปวันนี้ วันหน้ามันก็ต้องไป”
แม่เฒ่าพึมพำเหมือนจะปลอบใจตัวเองโดยหันไปทางเจ้าสีทองที่ยังคงส่งเสียงร้องและแสดงอาการเหมือนให้นางช่วยตามหาลูกของมัน
ฤดูเข้าพรรษา, ปลายเดือนกรกฎาคม 2553
เผยแพร่ครั้งแรกใน http://suan84.com
และในวารสาร CORE VALUES
ฉบับที่ 8 (กค. – กย. 2553)
ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)





ความเห็นล่าสุด