ของขวัญวันคริสต์มาส

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

  • วัดเอ๋ยวัดโบสถ์
  • พันคืนหมื่นโยชน์ที่ห่างเหิน
  • ขุนทองเจ้าก้าวไปไกลเหลือเกิน
  • มาจะเชิญขวัญเจ้ากลับเหย้าเรือน
  • จะคดข้าวใส่ห่อไว้รอท่า
  • เชิญหุงหาประชาธิปไตยกันให้เหมือน
  • สีเหลืองสีแดงแสงเดือน
  • เราล้วนเป็นเพื่อนกันมา


แตงกับต้องก็เหมือนเด็กไทยอีกหลายคนที่แม้นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็เฝ้ารออย่างตื่นเต้นกับคืนวันคริสต์มาสที่ซานตาคลอสจะขับรถเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์เดินทางเอาของขวัญมาแอบใส่ไว้ในถุงเท้าของเด็กๆ ที่แขวนรอไว้ใต้ถุนบ้านตั้งแต่หัวค่ำ

“ซานตาคลอสจะมาดึกๆ ใช่มั้ยแม่?” ต้องถามอย่างตื่นเต้น
“ให้เด็กหลับก่อน ซานตาคลอสถึงจะมา”
“ปีนลงมาจากหลังคาเลยหรือ?”
“ใช่.. เพราะบ้านเราไม่มีปล่องไฟ”
“งั้นเรารีบเข้านอนกันเร็วต้อง” แตงรีบดึงมือน้องชายเข้าไปนอน

เดือนมองตามร่างลูกน้อยทั้งสองไปด้วยสายตาเศร้าสร้อย ถ้าโลกของผู้ใหญ่เปรียบเหมือนโรงละครที่เต็มไปด้วยมายาและความทรงจำ โลกของเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์สะอาดก็คือเทพนิยายที่มีแต่จินตนาการและความใฝ่ฝัน มันคงโหดร้ายเกินไปถ้าเทพนิยายรวมทั้งจินตนาการและความใฝ่ฝันของเด็กๆ จะต้องถูกทำลายลง

เสียงเพลง Jingle Bells… Jingle Bells… Jingle all the way! ดังแว่วแผ่วพลิ้วมาไกลๆ ผสานกับเสียงเพลง Santa Claus is coming to town ที่บ้านข้างๆ เปิดฟัง ทำให้เดือนรู้สึกสงสารลูกขึ้นมาอย่างจับใจ นางนึกถึงภาพของเช้าวันรุ่งขึ้นที่พวกเขาจะตื่นขึ้นมาพบกับความผิดหวังเนื่องจากถุงเท้ายังคงว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ช็อกโกแลตสักสองสามก้อนเหมือนปีก่อนๆ กระนั้นนางก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปหาของขวัญที่ไหนมาใส่ในถุงเท้าของลูกๆ คืนนี้ แสงพ่อของเด็กๆ หรือก็คือสามีของนางที่แต่ก่อนเคยรักลูกรักเมียอย่างถึงที่สุด ป่านนี้ก็ยังไม่กลับ และก็คงไม่กลับเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา คราวสงกรานต์ก็ทีหนึ่งแล้วที่เขาไม่กลับบ้าน

แสงกับเดือนเป็นเพื่อนและเป็นคนรักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่ไม่เคยสนใจการเมืองมากนัก พวกเขาสมัครใจจะเป็นคนดูอยู่ห่างๆ มากกว่า แม้เมื่อเรียนจบและแต่งงานกันแล้วทั้งสองก็ยังเป็นเช่นนั้น พวกเขาพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดมากกว่าจะไปสนใจการเมือง จนเมื่อเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ภายใต้คำขวัญ “คิดใหม่ ทำใหม่” และนโยบายประชานิยมที่โดนใจทั้งปัญญาชนและคนรากหญ้า แสงจึงเริ่มสนใจและเข้าใกล้ชิดการเมืองมากขึ้น ในขณะที่เดือนยังคงเป็นเดือนที่ไม่สนใจการเมืองเหมือนเดิม

“เมืองไทยต้องการคนเก่งๆ อย่างทักษิณ”

เดือนได้ยินแสงพูดเช่นนี้เสมอๆ ไม่ว่าใครจะว่าทักษิณไม่ดี หรือใครจะว่าทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน แสงไม่เคยสนใจ

“ยู.เอ็น.ไม่ใช่พ่อผม!” …..

    “หากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชายังไม่คลี่คลายไปภายในเวลา1 ชั่วโมง ผมจะส่งหน่วยคอมมานโดของไทยไปปฏิบัติการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สถานทูตทันที! ”
    แสงชื่นชมคำพูดที่แสดงถึงความเด็ดขาดและความรักชาติของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีที่เขาชื่นชอบต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างแดน และระบอบประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลงอีกครั้ง ยิ่งทำให้แสงแสดงตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแสงจึงเกลียดชังพวกเสื้อเหลือง และหยิบเสื้อแดงออกมาใส่ทุกครั้งที่มีการนัดชุมนุมของกลุ่ม นปช. กระทั่งนานเข้า เขาก้าวจากผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา กลายมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะทำงานเล็กๆ บางคณะของกลุ่มเสื้อแดง แต่ทว่าการก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองลึกขนาดนี้ ส่งผลให้ชีวิตของแสงเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เขาเองก็สังเกตเห็นได้

แสงเริ่มมีเพื่อนน้อยลง เพื่อนเก่าๆ ของเขาจำนวนหนึ่งกลายเป็นพวกเสื้อเหลือง เพื่อนใหม่ที่ใส่เสื้อแดงชุมนุมร่วมกันมา พอเข้ามาเป็นคณะทำงานจริงๆ ความคิดหลายอย่างก็ไปด้วยกันไม่ได้ เขาประณามพวกเสื้อเหลืองที่ปิดถนน ปิดล้อมรัฐสภา ยึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบิน เพราะแสงเห็นว่าการแสดงออกเช่นนี้ สวนทางกับการเพรียกหาประชาธิปไตย หากเป็นอนาธิปไตย ไม่ใช่อารยะ แต่เป็นอนารยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดถนนหลายสายในกรุงเทพฯ ล้อมกรอบรถนายกรัฐมนตรี และยึดโรงแรมที่พัทยาเมื่อคราวสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่กระนั้นแสงก็ยังทุ่มเททำงานให้กับกลุ่มเสื้อแดงอย่างเต็มกำลัง ความรู้สึกขัดแย้งในตัวแสงเริ่มมากขึ้น เมื่อเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นของกัมพูชาออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในประเทศไทยโดยเฉพาะโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างสาดเสียเทเสียเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แม้แสงจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลและรักอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่เขาก็รักศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศชาติเช่นกัน เขาหวังจะเห็นแกนนำคนเสื้อแดงมีท่าทีอะไรบางอย่างที่รักษาเกียรติภูมิของประเทศชาติบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรออกมา การจับกุมวิศวกรไทยในกัมพูชาด้วยข้อหา “จารกรรมข้อมูลลับที่กระทบความมั่นคงของกัมพูชา” และลงเอยด้วยการเปิดวิมานเอกราชจัดพิธีนิรโทษกรรม “จารชน” อย่างให้เกียรติ ก่อนจูบปากแบบอาหลานด้วยการเชื้อเชิญให้ “จารชน” กลับเข้ามาทำงานในกัมพูชาอีก โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีที่เขารักและนักการเมืองฝั่งเสื้อแดงอีกหลายคนร่วมงาน โอบกอดขอบคุณกับนายกรัฐมนตรีของชาติที่กำลังเล่นงานประเทศไทยและกำลังแย่งชิงพื้นที่พิพาทชายแดนไปจากไทยในฐานะ “วีรบุรุษ” ที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้คนไทยคนหนึ่งที่ถูกจับกุม ทำให้แสงรู้สึกผิดหวังว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเขา กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วหรือ? เพื่อเอาชนะและเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เราต้องสมคบกับต่างชาติและปล่อยให้ต่างชาติมาทำร้ายประเทศชาติเราถึงขนาดนี้เชียวหรือ? เขาคิดว่าตัวเองเริ่มจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และไม่คิดว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยต่างชาติเข้ามาวุ่นวาย เขาเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างความรักชาติกับความรักประชาธิปไตย ถ้าจำเป็นต้องเลือกจะเลือกอะไรก่อน?…..

สุดท้ายแสงก็สรุปได้ว่า แม้ไม่มีประชาธิปไตย ก็ยังสามารถมีชาติที่จะสร้างประชาธิปไตยต่อไปได้ แต่ถ้าไม่มีชาติ ย่อมไม่อาจมีประชาธิปไตยที่จะให้สร้างชาติต่อ……

คิดถึงตอนนี้แล้วแสงเริ่มไม่แน่ใจว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ยิ่งเมื่อมารู้ตัวว่าบัดนี้เขาไม่มีเสรีภาพที่จะไปไหนมาไหนในประเทศนี้ได้ตามใจปรารถนาเหมือนแต่ก่อน เพราะต้องคอยดูว่ามีพวกเสื้อเหลืองคอยรุมทำร้ายอยู่หรือไม่ เหมือนที่พวกเขาเคยรุมเล่นงานพวกเสื้อเหลืองที่หลงเข้ามาในถิ่นเสื้อแดงแล้ว แสงยิ่งรู้สึกว่าการต่อสู้ของเขาได้ก้าวออกไปไกลเกินไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น คืนนี้แสงก็ยังเดินทางไปประชุมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมซักซ้อมแผนการชุมนุมใหญ่หลังปีใหม่ตามที่นัดหมายกันไว้

ขณะขี่รถจักรยานยนต์ชิดซ้ายลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อทำยูเทิร์นเข้าถนนเล็กๆ อีกสายที่เชื่อมต่อไปยังถนนพระอาทิตย์ แสงเริ่มคิดถึงเดือนและลูก เขารู้สึกสับสนละล้าละลัง และรู้สึกว่าตัวเองช่างแย่จริงๆ ในค่ำคืนเช่นนี้ ถนนขณะนั้นมืดมิดและลมก็เหมือนกับจะหยุดพัด พลันรถของเขาก็ประสานเข้ากับจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งที่พุ่งออกมาจากปลายถนนพระสุเมรุที่อยู่ทางขวา ร่างของแสงกระเด็นลงจากรถ เนื้อตัวด้านซ้ายที่รถล้มลงถลอกปอกเปิกเล็กน้อย กระเป๋าสตางค์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายตกอยู่ห่างจากเขาไปเพียงสองเมตร แสงพยายามเอื้อมมือไปเก็บ แต่ทันใดนั้นคนจรจัดซึ่งโผล่มาทางไหนไม่รู้วิ่งเข้ามาฉวยหนีไปซึ่งๆ หน้า แสงไม่ทันจะได้ร้องให้ใครช่วย พลันชายคนที่ขี่รถชนเขาก็โดดเข้าล็อกคอคนจรจัดไว้ได้ทันควัน

ขณะนำกระเป๋าสตางค์ส่งคืนให้แสง ชายผู้นั้นกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพ และคะยั้นคะยอจะพาแสงไปทำบาดแผลที่โรงพยาบาล แต่แสงปฏิเสธเพราะเห็นว่าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและกล่าวขอบคุณที่เขาช่วยจับคนจรจัดและนำกระเป๋าสตางค์กลับคืนมาได้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นมือตบสีชมพูที่ตกอยู่ข้างๆ รถจักรยานยนต์ของชายคนนั้นซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเขาเท่าไรนัก
แสงก้มลงเก็บมือตบยื่นให้ชายผู้นั้น

“ขอบคุณครับ” เขารับมือตบจากแสง

“ บังเอิญผมรีบจะไปประชุมที่บ้านพระอาทิตย์ ไม่ทันระวังเลยชนคุณเข้า”

“ไม่เป็นไรครับ เราคนไทยด้วยกัน” แสงตอบ

“ถ้าเราพูดกัน พยายามเข้าใจกัน เราก็คงไม่มีเรื่องกัน”

แสงพูดต่อในขณะที่ชายผู้นั้นทำหน้างงๆ

นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของคนไทย ช่วยเหลือ มีน้ำใจ ให้อภัย สุภาพ และไม่ก้าวร้าว ช่างต่างกับตอนชุมนุมหรือปราศรัยบนเวทีเหลือเกิน แสงย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ขณะเลือกซื้อลูกอมกับช็อกโกแลตในร้านสะดวกซื้อข้างทางหลังจากแยกย้ายจากคนเสื้อเหลืองคนนั้น เขาอยากได้ตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้กลับคืนมาอีกครั้ง

  • You better watch out
    เธอควรระวังไว้นะ
  • You better not cry
    เธอไม่ควรร้องไห้นะ
  • Better not pout
    และไม่ควรทำหน้าบึ้งด้วย
  • I’m telling you why
    ฉันจะบอกเธอว่าทำไม
  • Santa Claus is coming to town
    เพราะซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองนะสิ
  • He’s making a list
    เขากำลังจัดทำรายชื่อ
  • And checking it twice;
    และตรวจดูสองรอบให้แน่ใจ
  • Gonna find out Who’s naughty and nice
    เพื่อดูว่าเด็กคนไหนซนคนไหนดี
  • Santa Claus is coming to town
    ซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองแล้ว

เสียงเพลง Santa Claus is coming to town ดังแว่วเข้ามาในห้วงคำนึงของเดือนอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเวลากว่าห้าทุ่มแล้ว อีกไม่นานวันใหม่ก็จะมา พลันเสียงกดกริ่งที่หน้าประตูรั้วก็ดังขึ้น ซานตาคลอสมาแล้วจริงๆ!

  • Silent night, Holy night
    คืนอันเงียบสงบ คืนอันศักดิ์สิทธิ์
  • All is calm, all is bright
    ทุกสิ่งสงบสงัด ทุกอย่างสว่างไสว
  • Round yon Virgin Mother and Child,
    รอบพระแม่ผู้พรหมจรรย์และบุตร
  • Holy infant so tender and mild,
    ทารกศักดิ์สิทธิ์ช่างอ่อนโยนและนิ่มนวล
  • Sleep in heavenly peace
    นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์
  • Sleep in heavenly peace
    นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์

แสงฮัมเพลง Silent night เบาๆ ขณะก้มลงมองดูลูกทั้งสองที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข คริสต์มาสปีนี้ แตงกับต้องดีใจที่ตื่นมาพบของขวัญในถุงเท้าจากซานตาคลอสเหมือนทุกปี เดือนดีใจยิ่งกว่าที่ครอบครัวได้ของขวัญวันคริสต์มาสเป็นแสงคนเดิมกลับคืนมา ส่วนแสงนั้นหวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะได้สังคมที่สงบสันติแบบไทยๆ และคนไทยที่มีตัวตนของคนไทยกลับคืนมาเป็นของขวัญสำหรับทุกคน

20 ธันวาคม 2552
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com
และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 6 (ตค.-ธค. 2552)
ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)

เรื่อง 4 เรื่องที่ผู้บริหารต้องคิดใหม่เกี่ยวกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

 
ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ปัจจุบันหรือพูดให้ถูกต้องกว่านี้คือตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารแทบทุกองค์กรประสบปัญหาเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน บ้างเป็นเพราะตัวระบบประเมินผลที่นำมาใช้ บ้างเป็นเพราะทักษะและความเข้าใจของผู้ประเมินและผู้ได้รับการประเมิน บ้างก็มาจากทั้งสองสาเหตุ ผลที่ตามมาคือผู้บริหารและพนักงานมีความเห็นต่อระบบและการประเมินผลในองค์กรของตนเองว่าไม่สู้มีประสิทธิภาพอย่างที่อยากให้เป็น แต่กระนั้นก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไรดี นอกจากจ้างที่ปรึกษาจากภายนอกเข้ามาช่วยปรับปรุงแก้ไข ซึ่งก็ได้ผลอย่างที่คาดหวังไว้บ้าง ไม่ได้ผลบ้าง คละเคล้ากันไป

 

ข้อเขียนนี้มุ่งหวังเสนอหลักคิดพื้นฐานที่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกแบบและการใช้ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อให้ผู้บริหารตั้งหลักให้ดี ก่อนเริ่มต้นทำอะไรกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงานของตน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้บริหารที่คุ้นชินกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงานแบบเดิมๆ จำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่และมีความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องเกี่ยวกับระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบและปรับปรุงระบบประเมินผลในองค์กรของตนต่อไป ซึ่งเรื่องที่ผู้บริหารต้องคิดและทำความเข้าใจมีอย่างน้อย 4 เรื่องดังต่อไปนี้

เรื่องที่1: การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นการประเมินผลงานมากกว่าพฤติกรรมการทำงาน

เรื่องนี้เป็นความจริงง่ายๆ ที่องค์กรส่วนใหญ่มักมองข้ามคล้ายเส้นผมบังภูเขา ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานส่วนใหญ่ในเมืองไทย กระทั่งในประเทศที่เจริญแล้วและที่เป็นเจ้าของทฤษฎีการบริหารอีกมากมายมักเน้นที่การประเมิน “พฤติกรรมการทำงาน” หรือ “พฤติกรรมที่ได้ทำ” มากกว่า “ผลงานที่ทำได้” ด้วยเหตุนี้ระบบประเมินผลดังกล่าวจึงสาละวนอยู่กับการประเมินลีลาท่าทางของผู้ปฏิบัติงานมากกว่าจะประเมินผลงานที่พวกเขาทำออกมา เช่น ไปขลุกอยู่กับการประเมินความประพฤติและการรักษาระเบียบวินัย, มารยาทและการให้ความเคารพผู้บังคับบัญชา, การตรงต่อเวลาและความขยันขันแข็ง, ความซื่อสัตย์และคุณธรรม, มนุษยสัมพันธ์และการให้ความร่วมมือ, ความรู้ในงานและความสามารถในการเรียนรู้งาน, วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ เป็นต้น มากกว่าที่จะมุ่งไปประเมินผลงานที่ทำออกมาว่าได้ตรงตามที่องค์กรต้องการหรือไม่ มีคุณภาพของงานและปริมาณงานมากน้อยเพียงไร แบบประเมินผลในหลายองค์กรที่พบจึงมักเน้นการประเมินพฤติกรรม “ที่ได้ทำ” เสีย 70-80% ในขณะที่ประเมินผลงาน “ที่ทำได้” เพียง 20-30% จริงอยู่ การประเมินผลการปฏิบัติงานนั้นไม่อาจประเมินเพียงผลงานอย่างเดียว หากต้องประเมินพฤติกรรมของผู้ทำงานด้วย แต่กระนั้นเมื่อพิจารณาว่าองค์กรของเราไม่ใช่วัดหรือสถานที่บำเพ็ญภาวนา ผู้บริหารจึงควรต้องตั้งหลักให้ได้ก่อนว่า สิ่งที่องค์กรต้องการจากพนักงานนั้น อันดับแรกคือผลการทำงาน ส่วนวิธีการหรือพฤติกรรมการทำงานนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญตามมา ถ้าต้องเลือกระหว่างคนเกเรที่ทำงานสำเร็จกับคนที่มีความประพฤติดีแต่ไม่มีผลงาน ผู้บริหารต้องเลือกคนแรก เพราะองค์กรจ้างคนมาเพื่อทำงานมิใช่เพื่อเรื่องอื่น ดังนั้นระบบประเมินผลการปฏิบัติงานจึงต้องให้น้ำหนักอย่างมากที่สุดไปที่ผลงานมิใช่พฤติกรรมการทำงาน

เรื่องที่2: การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นการประเมินผลโดยเทียบเคียงกับเป้าหมายที่กำหนดและตกลงกันไว้

ระบบประเมินผลที่ใช้อยู่ทั่วไป มักไม่มีการกำหนดเป้าหมายที่จะต้องบรรลุให้พนักงานทราบ เนื่องจากองค์กรไม่เคยตั้งวัตถุประสงค์ (Objectives) หรือเป้าหมาย (Goals) ให้พนักงานปฏิบัติ การทำงานจึงดำเนินไปโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เวลาประเมินผลการทำงาน ผู้บริหารก็จะใช้จินตนาการและความรู้สึกของตนมาประเมินผลงานของพนักงาน ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับพนักงาน ระบบประเมินผลที่มีประสิทธิภาพจึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุไว้โดยแจ่มชัดและสื่อสารให้พนักงานรับทราบและยอมรับร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องมีการกำหนดเกณฑ์การวัดผลไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มิใช่วัดอย่างนามธรรมตามความรู้สึกของผู้ประเมินผล และเนื่องจากการประเมินผลมีการประเมินทั้งส่วนที่เป็นผลงาน (Results) และส่วนที่เป็นพฤติกรรม (Behaviours) ดังนั้น ระบบประเมินผลที่ดีจึงต้องกำหนดตัวชี้วัดผลสำเร็จของงาน (KPI) และตัวชี้วัดพฤติกรรม (BI) ไว้เป็นบรรทัดฐานในการประเมิน มิใช่ให้ผู้ประเมินใช้ดุลพินิจของตนมาประเมิน

เรื่องที่ 3: การประเมินผลการปฏิบัติงานไม่มีประเด็นเกี่ยวกับยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม

มีความกังวลเกิดขึ้นอย่างมากในหมู่ผู้ประเมินผลและผู้ได้รับการประเมินเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรให้พนักงานได้รับความยุติธรรมเท่าๆ กัน ถ้าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดให้พนักงาน ก. ยากกว่าของพนักงาน ข. พนักงาน ก. ก็จะเสียเปรียบ เช่นนี้แล้วจะยุติธรรมสำหรับพนักงาน ก. หรือ? คำพูดและคำถามเหล่านี้ ล้วนเกิดจากความเข้าใจผิดต่อระบบประเมินผล เพราะการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นการประเมินผลการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งงานเทียบกับความต้องการบรรลุงานของตำแหน่งงานนั้นๆ ไม่ใช่เป็นการเอาผลงานของพนักงาน ก. ไปเทียบกับผลงานของพนักงาน ข. นอกจากนี้ตำแหน่งงานที่สูงกว่าหรือที่ได้ผลตอบแทนการทำงานมากกว่า โดยทั่วไปย่อมมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่ยากกว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปกังวลเกี่ยวกับความยากง่ายของงานที่มอบหมายให้พนักงานทำว่าจะต้องมีความยากง่ายเท่ากัน จึงจะถือว่ายุติธรรม

เรื่องที่ 4: การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นไปเพื่อการพัฒนามากกว่าการให้รางวัล

ความเข้าใจของผู้บริหารและพนักงานส่วนใหญ่ที่สุดแล้วมักเข้าใจว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นกิจกรรมที่ทำปีละครั้งหรือสองครั้งเพื่อนำผลการประเมินมาเป็นเกณฑ์ในการขึ้นเงินเดือนหรือให้โบนัส นี่คือความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก และนำมาซึ่งความกังวลในเรื่องยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมดังกล่าวข้างต้น การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) เป็นเนื้อหาและขั้นตอนที่ 4 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอนของระบบบริหารการปฏิบัติงาน (Performance Management System) ซึ่งเริ่มจากการกำหนดและสื่อสารวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะให้บรรลุ (Setting & Communicating Objectives) การให้ความเห็นต่อการปฏิบัติงาน (Giving feedback) การสอนงานและให้คำปรึกษา (Coaching & Counseling) การตรวจสอบและประเมินผล (Review & Appraisal) สุดท้ายคือการพัฒนาอาชีพการงาน (Career Development) การประเมินผลการปฏิบัติงานจึงเป็นขั้นตอนระหว่างทางและเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของการบริหารการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบว่าผู้ได้รับการประเมินได้ใช้ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) ทัศนคติ (Attitude) ค่านิยม (Values) ฯลฯ หรือที่เรียกรวมว่าได้ใช้ “ขีดความสามารถ” (Competency หรือที่บางแห่งเรียกว่า “สมรรถนะ”) เพียงพอที่การบรรลุงานนั้นต้องการหรือไม่ รวมทั้งให้ทราบว่า การปฏิบัติงานนั้นได้รับผลสำเร็จเพียงไร มีอะไรบ้างที่บรรลุและอะไรบ้างที่ยังไม่บรรลุ จากนี้จึงจะทราบว่าผู้ได้รับการประเมินมีข้อดีเด่นอะไร และมีช่องว่าง (Gap) ที่จะต้องพัฒนาเกี่ยวกับขีดความสามารถและผลงานอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางนำไปพัฒนาบุคลากรให้มีขีดความสามารถ และสามารถบรรลุผลงานที่ดีในระดับที่องค์กรคาดหวังหรือสูงกว่าที่องค์กรคาดหวังได้ เพราะหากบุคลากรแต่ละคนมีขีดความสามารถและบรรลุเป้าหมายการงานที่กำหนดไว้ ผลสำเร็จขององค์กรและการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรย่อมปรากฏตามมาอย่างแน่นอน ส่วนการนำการประเมินผลการปฏิบัติงานไปเชื่อมโยงกับการปรับเงินเดือนประจำปีและการจ่ายเงินโบนัสประจำปีนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้มากกว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของระบบประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งความจริงแล้ว การปรับเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ มาพิจารณาประกอบอีก นอกเหนือจากผลการประเมินผลการปฏิบัติงานเมื่อการประเมินผลการปฏิบัติงานมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและผลงานของผู้ได้รับการประเมิน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจขององค์กร ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพจึงหนีไม่พ้นเนื้อหาหรือปัจจัยที่ต้องประเมิน 2 ประการ คือ

  1. ผลงานที่เกื้อหนุนให้กับการบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร และ
  2. ขีดความสามารถที่ใช้ไปเพื่อให้เกิดผลงานนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงพฤติกรรมหรือทัศนคติทั่วๆ ไปที่อาจไม่เกี่ยวพันมากนักกับงานของผู้ได้รับการประเมิน

และระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ดี ก็ควรเป็นระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ใช้ผลงานกับพฤติกรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัตถุประสงค์ (Objectives) กับ ความสามารถเชิงพฤติกรรม (Competency) เป็นฐานการประเมิน โดยให้น้ำหนักการประเมินไปที่ปัจจัยวัตถุประสงค์เป็นสำคัญ

30 สิงหาคม 2552
(เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com และในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552)

แม่ของเอิบ

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

  • “อยากเก็บดอกไม้สีม่วง
  • ที่หลุดร่วงโรยดิน
  • อยากหวนกลับคืนพื้นถิ่น
  • สู่คนเคยรินน้ำใจแบ่งให้กัน
  • อยากเก็บดอกโสนบานบ่าย
  • อยากเก็บบัวสายไปให้แม่
  • ป่านนี้คงตั้งตาแล
  • ลูกน้อยของแม่จะกลับมา….”
  •  

แม่ไม่ค่อยรู้เรื่องของเอิบ เหมือนที่แม่ไม่ค่อยรู้เรื่องของพ่อเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ….
ครานั้น เอิบเพิ่งอายุได้ 5-6 ขวบ ตอนเช้าๆ แม่จะจูงมือเอิบ อีกมือถือห่อข้าวลัดเลาะไปตามสวนยางพาราที่แฉะชุ่มและชื้นกลิ่นป่า แม่ยื่นห่อข้าวให้พ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน และพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ พ่อจะอุ้มเอิบขึ้นไปกอดและหอมที่แก้ม แล้วพ่อก็รีบกลับขึ้นควนไป ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ไม่เคยเล่าเรื่องใดๆ ของพ่อให้เอิบฟัง

“อย่าไปใกล้บ่อน้ำนะลูก” แม่จะเตือนเมื่อเห็นเอิบเอาฝักต้อยติ่งโยนเล่นในบ่อน้ำหน้าบ้าน แม่เกรงเอิบจะพลัดตกลงไปในนั้น หรือไม่ก็ถูกทากตัวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กับผืนหญ้าปากบ่อกัดเอา

“มาโยนดอกต้อยติ่งเล่นกันดีกว่า” แม่ชักชวนพร้อมกับเด็ดดอกต้อยติ่งสีม่วงเศร้าโยนขึ้นไปบนอากาศ แล้วให้เอิบวิ่งไล่เก็บขณะดอกหมุนติ้วลงดิน ความจริงโยนลูกยางพาราน่าจะสนุกกว่า เพราะลูกยางพารามีน้ำหนักและตกถึงพื้นเร็วกว่าดอกต้อยติ่ง แต่เอิบของแม่ยังเล็กเกินไป แม่เกรงว่าลูกยางพาราจะตกลงมาโดนหัวลูกของแม่ได้รับบาดเจ็บ

ก่อนเที่ยงแม่จะออกไปเก็บน้ำยางที่ตื่นมากรีดไว้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อนำกลับมารีดเป็นยางแผ่น ตากไว้ใต้ชายคาที่แดดส่องเข้ามาไม่ถึงในตอนบ่าย โดยมีเอิบป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ปกติเอิบมักไม่ไปไหน เพราะนอกจากติดแม่แล้ว เอิบยังชอบบรรยากาศในสวนยาง ชอบความร่มรื่นและกลิ่นชื้นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครของสวนยางพาราที่หลายคนอาจบ่นว่าเหม็น บ่อยครั้งที่แม่รีดยางไปด้วย ป้อนข้าวกลางวันเอิบไปด้วยในสวนยาง พอตกค่ำแม่ก็จะนั่งปะชุนเสื้อผ้าของพ่อกับของเอิบที่เก่าจนสีขมุกขมัวไปหมด พร้อมกับร้องเพลงกล่อมจนเอิบหลับไป บางคืนก็เพลงโผกเปล บางคืนก็เพลงเวเปล บางคืนก็เพลงไก่ขัน แต่ทุกคืนที่เอิบจำความได้ ไม่เคยมีพ่ออยู่ที่บ้านเลย และแม่ก็ไม่เคยบอกอะไรมากไปกว่าพาเอิบไปส่งข้าวให้พ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน ก่อนจะกลับมาเล่นโยนดอกต้อยติ่งสีม่วง รีดยางแผ่น ป้อนข้าว ปะชุนเสื้อผ้า และร้องเพลงกล่อมลูกให้เอิบหลับ นี่คือบทเพลงแห่งชีวิตที่บรรเลงซ้ำกันทุกวันของเอิบกับแม่

แล้ววันหนึ่งพ่อก็กลับมาที่บ้านโดยที่แม่ไม่ต้องออกไปหาพ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควนเหมือนเช่นเคย เอิบดีใจที่พ่อจะได้กลับมาอยู่กับเอิบกับแม่เสียที แต่น่าแปลกใจที่เอิบไม่เห็นแม่ดีใจ ตรงข้ามแม่ดูจะเศร้าหมองลงด้วยซ้ำ เมื่อเพื่อนบ้านพาพ่อกลับมา เอิบเห็นแม่สะอื้น และเห็นน้ำตาแม่ไหลรินเป็นครั้งแรก แม่บอกกับเพื่อนบ้านว่า พ่อเคยบอกให้ฝังพ่อไว้ที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน……

จากวันนั้น เอิบยังคงอยู่กับแม่โดยไม่รู้เรื่องราวใดๆ ของพ่อ กระทั่งเมื่อเอิบขึ้นเรียนชั้นมัธยมต้น

“พ่อหนูเป็นทหารป่า เข้าป่าพร้อมๆ กับครูนี่แหละ” ครูเสนอครูประจำชั้นของเอิบซึ่งเป็นเพื่อนคนหนึ่งของพ่อเปิดเผย

จากคำบอกเล่าของครูเสนอ ปักษ์ใต้โดยเฉพาะในชนบทเมื่อสามสิบสี่สิบปีที่แล้วบ้านเมืองยังป่าเถื่อนอยู่มาก ชาวบ้านมักถูกเจ้านายรีดไถรังแก ใครขัดขืนก็ถูกกลั่นแกล้ง ถูกยัดเยียดข้อหาคอมมิวนิสต์ จับขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์แล้วถีบลงเขา หรือไม่ก็จับเผาลงถังแดง จนคนดีๆ อยู่ไม่ได้ต้องหนีเข้าป่าไปรวมกับพวกคอมมิวนิสต์กลับมาต่อสู้กับทางการ พ่อเป็นหนึ่งในนั้นโดยที่แม่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้อะไรมากนัก รู้เพียงว่าพ่ออยู่บ้านต่อไปไม่ได้ ความรักความผูกพันของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อลูกต่อผัวที่แม่จะทำได้ก็คือ คดข้าวใส่ห่อไปให้สามีตอนเช้าและเฝ้าถนอมเลี้ยงลูกที่เหลือไม่ให้ห่างตาห่างกาย แม่ไม่เคยรู้ว่าพ่อไปทำอะไรบ้างในป่าและบนควน และพ่อก็ไม่เคยบอกอะไรแม่นอกจากเตือนให้ระวังตัวจากเจ้านายและสั่งเสียให้เลี้ยงลูกให้ดี

และแม่ก็เลี้ยงลูกคนนี้อย่างดีเท่าที่แม่ชนบทคนหนึ่งจะทำให้ลูกสุดที่รักของตนได้ เอิบลูกของแม่เรียนจบราชภัฏฯ และเข้ารับราชการเป็นครู ถูกส่งไปประจำที่โน่นที่นี่กว่าสิบปีแล้ว โดยที่ตลอดเวลาที่รับราชการเอิบไม่เคยเกี่ยงไม่ว่าจะถูกส่งไปห่างไกลจากบ้านเกิดแค่ไหน หรือที่ที่ถูกส่งไปจะทุรกันดารเพียงไร แม้กระทั่งที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่มีใครยอมไป และแม่เองก็ไม่อยากให้เอิบไป เอิบก็อาสาไปมาแล้ว จิตใจเสียสละที่ไม่คิดถึงตัวเองของเอิบคงถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ ชีวิตข้าราชการครูของเอิบเติบใหญ่รุ่งเรืองพร้อมกับความร่วงโรยโดยธรรมชาติของแม่ ผู้เฝ้าดูเอิบเติบโตก้าวหน้าและใช้ชีวิตอย่างเดียวดายแต่เข้มแข็งมั่นคงเพื่อเป็นกำลังใจให้เอิบเหมือนที่เคยเป็นกำลังใจให้พ่อมาแล้ว โดยที่ตลอดเวลาแม่ไม่เคยรู้ว่าเอิบไปทำอะไรบ้างในที่ลำบากและอันตรายเหล่านั้น แม่รู้เพียงว่าเอิบของแม่มีเหตุผลที่ทำในวันนี้เหมือนที่พ่อก็มีเหตุผลที่ทำในวันนั้น และสิ่งที่คนเล็กๆ ทำนั้น แม้จะดูยิ่งใหญ่แค่ไหน อีกไม่นานผู้คนก็คงจะลืม แม่จึงไม่อินังขังขอบอะไร สิ่งที่แม่สนใจคือวันนี้เอิบของแม่จะกลับบ้านหลังจากที่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมแม่เกือบสองปีแล้ว แม่จึงตื่นแต่เช้าเพื่อรอรับเอิบของแม่

ขณะเดินทางกลับบ้าน เอิบพบทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม สวนยางพาราอันร่มรื่นยังคงแฉะชุ่มและชื้นกลิ่นป่า บ่อน้ำหน้าบ้านยังมีทากตัวเล็กๆ ซุกบนผืนหญ้าปากบ่อ และดอกต้อยติ่งสีม่วงเศร้ายังคงโบกดอกทักทายล้อลมริน ที่สำคัญเอิบเห็นแม่ที่แก่ลงมาก แต่ยังยืนอย่างเข้มแข็ง แม้สองตาและร่องแก้มจะเปียกชื้น แม่ยืนรอเอิบที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน เอิบรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่ได้กลับบ้าน และโดยเฉพาะเมื่อแม่ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเอิบ ก่อนที่ร่างของเอิบจะถูกหย่อนลงในหลุมเคียงข้างหลุมของพ่อเมื่อสามสิบปีที่แล้ว

“ฉันมีสามีและลูกที่เสียสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา”
แม่พึมพำกับตัวเอง
“ เขาทั้งสองเป็นคนดีที่สุดเท่าที่ฉันจะหาได้ แม้คนหนึ่งจะตายด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รักษาดินแดน ในขณะที่อีกคนหนึ่งตายด้วยน้ำมือของผู้แบ่งแยกดินแดน”
แม่รำพึงในใจขณะที่เพื่อนบ้านช่วยกันโกยดินลงหลุมฝังศพอย่างเงียบเชียบ

17 สิงหาคม 2552
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com
และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 5 (เมย. – สค. 2552)
ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)

อรุณสวัสดิ์… กัลกัตตา

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

ชูปราวัท โกลกาตา!
“ชูปราวัท โกลกาตา! ….. อรุณสวัสดิ์ กัลกัตตา!”

เขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่อากาศแจ่มใสด้วยลำแดดที่เริ่มกล้าแรงของเดือนตุลาคม โดยไม่แน่ใจว่ากำลังพูดประโยคนั้นกับตัวเองหรือกับผืนแผ่นดินแห่งวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาของเมืองท่าขนาดใหญ่แห่งรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย

กัลกัตตา (Calcutta) หรือที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น โกลกาตา (Kolkata) เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรจากหลายปีก่อนที่เขาเคยสัมผัสเมื่อแรกเข้ามาติดต่อธุรกิจจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าแห่งกัลกัตตา เมืองดูขยายตัวไป และรถราดูติดมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือมิตรไมตรีและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกค้าชาวภารตะมีต่อเขา ไม่ว่าจะเป็น สันทนุ ภัททชารยา ผู้อำนวยการบริหารของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เป็นธุระให้เลขานุการของเขาจัดชงชาดาร์จีลิงไว้คอยต้อนรับ วิคาช กรรมการผู้จัดการของบริษัท ไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่เป็นตัวแทนจัดซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าให้การไฟฟ้ากัลกัตตา หรือ แนนดี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เปิดเผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาด 160 เม็กกะโวลท์แอมแปร์จากบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ถึง 3 ตัว
ในขณะที่ซื้อจากบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าในอินเดียเองเพียง 2 ตัว ทั้งที่ราคาของผู้ผลิตในอินเดียถูกกว่า เหตุผลที่แนนดี้เปิดเผยคือ “ถิรไทยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพกว่า และคนของถิรไทยมีคุณธรรม มีความโปร่งใสที่น่าทำธุรกิจด้วย” แน่นอนว่าคำพูดสั้นๆ เท่านี้ย่อมเป็นกำไรที่เกินคุ้มและน่าภาคภูมิใจสำหรับการนำภาพลักษณ์ที่ดีของคนไทยออกสู่สากลโดยผ่านช่องทางการทำธุรกิจกับต่างชาติ
แต่ว่าเช้าวันนี้ การมาทำธุรกิจที่กัลกัตตาจะคุ้มมากกว่าทุกครั้งเพราะหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการเจรจาและงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าแล้ว วิคาชได้จัดเตรียมรถ คนขับ และมัคคุเทศก์ไว้ให้เขาตระเวนสัมผัสลมหายใจแห่งกัลกัตตาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

กัลกัตตาเดิมเป็นเมืองท่าสถานีการค้าเล็กๆ บนชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย และอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำฮูกลีซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวกันกับแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย ปี 1690 จ็อบ ชาร์น็อก หัวหน้าโกดังสินค้าของบริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษในฮูกลีได้เลือกเอา หมู่บ้านกาลีกัต เป็นที่สร้างโกดังสินค้าแห่งใหม่ของบริษัท และนี่คือต้นกำเนิดของเมืองกัลกัตตา

ปี 1773 กัลกัตตากลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของอังกฤษในอินเดีย ในสมัยนั้นมีนักเขียน พ่อค้า ทหารและสตรีจากยุโรปจำนวนมากเดินทางมากัลกัตตา ทำให้ตัวเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นเมืองใหญ่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเวียงวังในยุคอุปราชอังกฤษ กัลกัตตาเริ่มตกต่ำเมื่ออังกฤษย้ายเมืองหลวงไปที่เดลีในปี 1911 ครั้นเมื่ออินเดียได้รับเอกราชและประเทศถูกแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งไปเป็นปากีสถานตะวันออก หรือที่ต่อมาคือบังคลาเทศซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้คนที่นับถือศาสนาฮินดูที่อาศัยอยู่ในแถบเบงกอลตะวันออกจึงได้อพยพข้ามเส้นพรมแดนที่แบ่งขึ้นใหม่เข้ามายังแถบเบงกอลตะวันตก ทำให้กัลกัตตายิ่งแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนจนเกินกว่าที่เมืองจะรองรับ
รันยิด สารถีผู้หงุดหงิดเพราะสภาพการจราจรอันตึงเครียดในกัลกัตตา มารับเขาแต่เช้าที่ ทอลลีกันจ์คลับ ที่นี่เดิมเป็นไร่คราม อยู่ทางตอนใต้ของกัลกัตตา ต่อมามหาราชาแห่งไมซอร์ได้มาสร้างตำหนักขึ้นที่นี่ และกลายมาเป็นทอลลีกันจ์คลับในปี 1895 สโมสรอายุกว่าร้อยปีที่ภายในมีสนามกอล์ฟ สนามเทนนิส และคอร์ทสคว็อชที่เขาใช้พักแรมนี้น่าจะเก่าแก่เป็นที่สองรองจาก เบงกอลคลับ ที่สร้างขึ้นก่อนหน้าไม่นาน

ทอลลีกันจ์คลับ


รันยิดพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาเบงกาลีเนื่องจากไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่รันยิดก็ฉลาดพอที่จะพาเขาแวะถ่ายรูปที่ วิกตอเรียอนุสรณ์ ก่อนจะพาขับต่อไปพบ จายันต์ ผู้อำนวยการบริษัทไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่อาสาเป็นมัคคุเทศก์วันนั้น

จายันต์ (คนสวมแว่น) มัคคุเทศก์ผู้อารีกับร้านขายน้ำมันพืชเจ้าประจำของเขา

วิกตอเรียอนุสรณ์เป็นอาคารหินอ่อนสีขาวจากรัฐราชสถาน หลังคาทรงโดมตั้งตระหง่านอยู่ที่สวนไมดันกลางใจเมืองกัลกัตตาเตือนให้รำลึกถึงอดีตที่อังกฤษเคยมายึดครองที่นี่เหมือนอาคารหรือสิ่งก่อสร้างแบบตะวันตกอีกหลายแห่งของเมืองนี้ สองข้างทางที่รถวิ่งผ่านจะเห็นผู้คนพากันออกมาอาบน้ำที่ก๊อกน้ำสาธารณะที่ทางการติดตั้งไว้บนบาทวิถีเป็นระยะๆ จายันต์บอกว่าคนที่นี่จำนวนมากอพยพมาจากเมืองอื่น มาเป็นกุลีรับจ้างขนทูนของสารพัดจากท่าเรือและสถานีรถไฟโดยมีรายได้เพียงวันละ 70-100 กว่ารูปี (1 รูปีเท่ากับ 90 กว่าสตางค์หรือเกือบหนึ่งบาทของเรา) พวกเขาจะพักอยู่รวมกันอย่างแออัด 10-20 ครอบครัวในห้องเช่าเล็กๆ เพียงห้องเดียวซึ่งไม่มีทั้งห้องส้วมและห้องน้ำ ภาพคนจรผู้ยากไร้ยืนขับถ่ายและอาบน้ำบนบาทวิถีข้างถนนหรือตามตรอกซอกซอย จึงเป็นฉากชีวิตประจำวันของกัลกัตตาโดยเฉพาะทางตอนเหนือของเมืองซึ่งเป็นย่านอยู่อาศัยของพวกคนจน


ในตอนเช้า คนที่มีฐานะซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนใต้ของเมืองจะออกมารับประทานอาหารกันที่ภัตตาคาร เช้าวันนี้จายันต์พาเขามาที่ ร้านฟลูรีส์ เป็นร้านอาหารเก่าแก่สไตล์ยุโรปที่คนชั้นกลางค่อนไปทางสูงนิยมมารับประทานกัน ราคาอาหารพอๆกับที่ทอลลีกันจ์คลับ แต่คุณภาพดีกว่าอาหารที่สั่งจากรูมเซอร์วิสของทอลลีกันจ์คลับมาก ที่น่าแปลกคือไข่ดาวที่นี่ราคาแพงมาก ค่าไข่ดาว 2 ฟองกับขนมปัง 2 แผ่นเล็กและเนยอีกหนึ่งก้อนเล็กกับแยมผลไม้ที่แถมมาพร้อมกับการสั่งไข่ดาว คิดเป็นเงินถึง 110 รูปี (เท่ากับกินไข่ดาวฟองละเกือบ 50 บาท) ในขณะที่กรัวซองต์อัลมอนด์ชิ้นใหญ่ราคาเพียง 40 รูปี และคาปูชิโนถ้วยละ 70 รูปี

เสร็จจากอาหารเช้า เขาขอให้จายันต์พาชมตลาดตามนิสัยปกติของเขาที่เดินทางไปต่างถิ่น เหตุผลเพราะตลาดเป็นที่รวมของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน ตลาดพาร์ค เซอร์คัส ที่เห็นวันนั้น เป็นตลาดสดที่มีชีวิตชีวามากแม้จะไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่มากนักของเมืองก็ตาม จายันต์มาจ่ายตลาดที่นี่ประจำ แนะนำให้เขารู้จักกับเจ้าของร้านขายน้ำมันพืชบ้าง เจ้าของร้านขายถั่วบ้าง ที่น่าสนใจในตลาดสดแห่งนี้คือ การลอกหนังปลาของที่นี่ พ่อค้าปลาจะใช้มีดโค้งคมกริบปักไว้ให้ด้านใบมีดขึ้นข้างบน แล้วใช้สองมือจับชิ้นปลาสดรูดไปที่คมมีดเข้าหาตัวอย่างชำนาญจนหนังปลาถูกลอกออกมาจากเนื้ออย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่ดูแล้วน่าหวาดเสียวนิ้วมือจริงๆ

การจราจรรอบๆ ตลาด หรือพูดอีกทีคือเกือบทุกหนทุกแห่งในกัลกัตตายกเว้นทางใต้ที่เป็นย่านอยู่อาศัยของคนมีอันจะกิน จะขวักไขว่ไปด้วยยวดยานหลากชนิดตั้งแต่รถบรรทุก รถเมล์ รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถสามล้อเครื่องหรือรถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน รถราง รถลาก รถเข็นรวมทั้งฝูงคน และแม้กระทั่งวัว ต่างมีสิทธิ์ใช้ถนนร่วมกัน ด้วยเหตุนี้รถราจึงติดไปหมดทุกถนน รถแต่ละคันขับเบียดกันจนเกือบจะชน เสียงบีบแตรนั้นไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องปกติที่คนขับรถที่นี่จะบีบแตรกันตลอดเวลาด้วยความเคยชินมากกว่าความจำเป็น ที่แย่กว่านี้คือ ใครอยากจอดรถทิ้งไว้ตรงไหนของถนน จะเกะกะขวางทางคนอื่นอย่างไรก็ทำได้โดยไม่มีใครว่าอะไร เขาเคยคิดว่าการจราจรของกรุงเทพฯ และคนขับรถในกรุงเทพฯ คงจะเลวร้ายกว่าทุกแห่งในโลก แต่เมื่อมาพบที่กัลกัตตา เขารู้สึกรักเมืองไทยขึ้นมาอย่างจับใจ

ไฮปาร์คตามมุมถนนพบได้แทบทุกบ่ายในกัลกัตตา

ร้านขายดอกไม้บนทางเท้า

ตลาดแบกะดินในย่านคนจน

คนจนส่วนใหญ่ยังอาศัยแม่น้ำฮูกลีเป็นที่อาบน้ำและซักผ้า

ย่านที่อยู่อาศัยและร้านค้าของคนชั้นกลางในกัลกัตตา


เห็นแขกกับงู ต้องตีงูก่อนแขก!

กัลกัตตาเป็นเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรม เป็นบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร กวีเอกของอินเดียและของโลก แม่ชีเทเรซ่าก็มาเปิดสถานสงเคราะห์คนยากจนและคนเจ็บป่วยที่เมืองนี้ ในตัวเมืองจะมีโบสถ์และวิหารเก่าแก่ของศาสนาคริสต์ที่สร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 18 และ 19 มากมายสลับกับวิหารทั้งเล็กและใหญ่ของศาสนาฮินดู จายันต์นับถือศาสนาฮินดูและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าของเขา การเที่ยวกัลกัตตาวันนั้น จายันต์จึงพาเขาเข้าวิหารฮินดูเสียเป็นส่วนใหญ่ เริ่มจากไปไหว้พระกฤษณะที่ วัด Shri Radha Kristna ซึ่งอยู่กลางเมืองกัลกัตตา จากนั้นก็ขับรถผ่านสะพานข้ามแม่น้ำฮูกลีที่มีผู้คนมากมายเดินข้ามสะพานจากสถานีรถไฟมายังอีกฟากของแม่น้ำ การจราจลบนสะพานนั้นติดขัดอย่างหฤโหด แต่ในที่สุดรันยิดกับจายันต์ก็ได้พาเขามายัง สำนักรามกฤษณะ ที่มีผู้คนมากมายมาคอยกราบไหว้เจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่นี่จะมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอันโอ่อ่าสวยงามหลายหลัง หลังใหญ่สุดเป็นที่ประดิษฐานรูปบูชาของเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ซึ่งปกติจะปิดประตูไว้และจะเปิดให้คนกราบไหว้เจ้าแม่เป็นเวลา ช่วงที่เขาไปถึงนั้น ผู้คนแต่งตัวดีเป็นร้อยๆ กำลังนั่งรอการเปิดประตูเพื่อจะได้กราบไหว้เจ้าแม่ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคนจนเป็นร้อยๆ เช่นกันกำลังเข้าแถวรอรับอาหารกลางวันฟรีจากทางสำนักซึ่งจะทำทานเช่นนี้เป็นปกติทุกวัน ใกล้ๆ กันเป็นโรงเรียนที่ทางสำนักรามกฤษณะสร้างขึ้น มีคนนิยมส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนกันมาก สำนักรามกฤษณะมีการเผยแพร่คำสอนและขยายสาขาไปทั่วโลก เงินทุนของสำนักนี้ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคของเศรษฐีที่ศรัทธาในคำสอน จายันต์บอกเขาว่า เศรษฐีอินเดียหลายคนทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้กับสำนักรามกฤษณะเมื่อตนถึงแก่กรรมแล้ว

วัด Shri Radha Kristna กลางเมืองกัลกัตตา

ความศรัทธาทางศาสนาของคนอินเดียนั้น ยังเห็นได้จากฝูงชนที่เขาพบที่ วิหารเจ้าแม่กาลี อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำฮูกลี ที่นั่นจะมีการเปิดให้กราบไหว้เป็นเวลาเช่นกัน จายันต์พาเขาไปที่นั่นใกล้เวลาที่วิหารจะปิด แต่ผู้คนหลายร้อยคนยังคงเบียดเสียดยัดเยียดผลักดันแย่งยื้อกันเพื่อที่จะเข้าไปกราบไหว้รูปบูชาเจ้าแม่กาลีให้ได้ เป็นภาพที่เหลือเชื่อจริงๆ ในความศรัทธาต่อศาสนาของชาวอินเดียที่เกิดขึ้นเช่นนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ในช่วงเทศกาล แต่ในทุกๆ วันและที่วิหารแห่งนี้ เขาได้พบความจริงข้อหนึ่งที่คนมาเที่ยวอินเดียมักถูกเตือนกันคือ อย่าได้ให้เงินขอทานเป็นอันขาด ขอทานอินเดียอดทนมาก เดินตามขอเขาตั้งแต่ที่จอดรถไปยังร้านขายดอกไม้และต่อไปถึงตัววิหารเจ้าแม่กาลีนับระยะทางได้เกือบครึ่งกิโลเมตร และในที่สุดเขาก็ใจอ่อนแอบส่งเงิน 10 รูปีให้ขอทานแม่ลูกคู่หนึ่งในจังหวะที่มั่นใจว่าไม่มีใครเห็นแล้ว แต่ทันทีที่เงินหลุดจากมือเท่านั้นแหละ ขอทานอีกหลายชีวิตก็กรูกันเข้ามาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมด
เรื่องที่น่าสนใจกว่านี้คือคำพูดของขอทานที่ใช้เรียกนักท่องเที่ยวว่า “ชาเฮบ” (Shaheb) ขอทานจะเรียกซ้ำๆ ว่า “ชาเฮบๆ ๆ ” จายันต์บอกว่าเป็นคำที่ขอทานเรียกชาวต่างชาติซึ่งแปลว่า “คนที่มีผิวสวย” คำอธิบายของจายันต์สร้างความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกแก่เขา

ความเชื่อในเรื่องศาสนาและความเชื่อเรื่องชั้นวรรณะในหมู่คนจนของอินเดียยังคงเหนียวแน่นจนทำให้พวกเขารู้สึกตนเองต่ำต้อยด้อยค่า แม้แต่สีผิวของตนก็คิดว่าไม่สวย เหตุนี้สิหนอที่คนจนส่วนใหญ่ในอินเดียต่างก้มหน้ายอมรับชะตากรรมในชาตินี้ของตนและเฝ้าสวดบูชาพระผู้เป็นเจ้าเพื่อหวังชาติภพใหม่ที่ดีกว่าข้างหน้า

วิหารเจ้าแม่กาลีริมฝั่งแม่น้ำฮูกลี

บ่ายวันนั้น จายันต์พาเขาไปยังย่านคนชั้นกลาง สองฝั่งถนนมีร้านรวงเปิดขายของต่างๆ อย่างคึกคัก การจราจรนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ใช่ทางตอนใต้ที่ผู้มีอันจะกินอาศัยอยู่แล้ว ทุกแห่งรถจะหนาแน่นไปหมด รถแต่ละคันไม่ว่ารถบรรทุก รถเมล์ รถแท็กซี่ ส่วนใหญ่จะเก่าเกือบเป็นเศษเหล็กอยู่แล้ว รถยี่ห้อ Ambassador ซึ่งผลิตเองในอินเดียเลียนแบบรถมอริสจะใช้ทำเป็นรถแท็กซี่ทาสีเหลือง อีกยี่ห้อหนึ่งคือ Tata ก็เป็นรถอินเดียมักใช้เป็นรถบ้าน รถต่างประเทศที่เห็นก็มีอีซูซุกับเชฟโรเล็ตซึ่งเป็นรถขนาดเล็ก ตามตรอกซอกซอยจะมีร้านขายนมสด ขายของทอด และร้านน้ำชา เจ้าของร้านกำลังชงชาบริการลูกค้าที่ยืนรออยู่ข้างหน้า เป็นร้านน้ำชาคนจนที่บริการคนพื้นที่ ต่างจากร้านน้ำชาที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า ที่จัดที่นั่งเป็นสัดส่วน ผู้ใช้บริการมักเป็นนักท่องเที่ยวกับคนมีฐานะในอินเดีย ในซอยที่ขายน้ำชาซึ่งเดินต่อไปจะถึงบ้านเกิดของ ท่านรพินทรนาถ ฐากุร ที่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และใกล้ๆ กันทำเป็นสถาบันการศึกษานั้น จะมีหญิงโสเภณีอินเดียกลุ่มหนึ่งสี่ห้าคนอายุอานามส่วนใหญ่น่าจะเข้าวัยกลางคนแล้ว
นอนเอกเขนกกันอยู่ริมถนนอย่างเปิดเผย
ท่านรพินทรนาถ ฐากุร
“รพินทรนาถ ฐากุร บิดาทางจิตวิญญาณ คนหนึ่งของอินเดีย เป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์ ในประวัติศาสตร์….
ท่านเป็นกวี จิตรกร อีกทั้งเป็นปรัชญาเมธี ผู้ได้ทิ้งรอยประทับไว้ในสากลโลก”

วารสาร “ไลฟ ”

8 พฤษภาคม 2504

ย่านบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร

ก่อนรับประทานอาหารกลางวันในบ่ายแก่ๆ ของวันนั้นที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในย่านคนรวย จายันต์พาเขาเข้าชม พระราชวังหินอ่อน ซึ่งตั้งอยู่บน ถนนมุกตารามบาบู ทางตอนเหนือของเมืองกัลกัตตา พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1835 โดย ราชามัลลิก ปัจจุบันทายาทได้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ แต่วันนั้นไม่ทราบเป็นเพราะอะไร คนเฝ้าประตูไม่ยอมให้เข้า จายันต์จึงต้องหยอดน้ำมันมัคคุเทศก์ของวังไป 100 รูปี และคนเฝ้าประตูอีก 30 รูปีจึงได้รับอนุญาตให้เข้าชม ด้านนอกของวังโบกด้วยปูนทาสีขาว ตัวหินอ่อนนั้นอยู่ภายใน โต๊ะเก้าอี้และสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่างทำด้วยหินอ่อน ภายในมีภาพวาด นาฬิกาโบราณ รูปปั้นจากยุโรป และเครื่องเคลือบจากจีน สภาพวังรวมทั้งสิ่งของต่างๆ ดูชำรุดทรุดโทรมและขาดการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและดีพอ เทียบไม่ได้เลยกับการดูแลพระราชวังต่างๆ ในเมืองไทย เมื่อพูดถึงการดูแลรักษานั้น คนไทยที่ไปกัลกัตตาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
กัลกัตตาเป็นเมืองที่ขาดการบำรุงรักษา เห็นได้จากลิฟท์ตามอาคารต่างๆ จะเก่าและสั่นเทิ้มอย่างน่ากลัวเวลาขึ้นลง นอกจากนี้เมืองทั้งเมืองยังดูเก่า หลายแห่งสกปรก ถ้าบริษัทขายสีบริษัทไหนคิดทำการตลาดด้วยการบริจาคสีและนำไปทาให้ทั่วอาคารบริเวณสี่แยกที่ไหนสักแห่ง จะทำให้สี่แยกนั้นดูสดใสเป็นสวรรค์ขึ้นมาทันที และสีของบริษัทนั้นคงจะขายได้มากขึ้น รัฐบาลท้องถิ่นของกัลกัตตาเวลานี้ซึ่งเป็นรัฐบาลจากพรรคสังคมนิยมคงไม่ถึงกับเห็นว่าการทาสีเมืองให้ดูสะอาดและเจริญหูเจริญตาเป็นเรื่องของการเสพย์สุขดอกกระมัง?

เย็นย่ำวันนั้นของการท่องเที่ยวกัลกัตตา จบลงด้วยการที่จายันต์พาเขาไปดื่มที่ กัลกัตตากอล์ฟคลับ ทางตอนใต้ของเมืองซึ่งจายันต์เป็นสมาชิกอยู่ ตลอดทั้งวันแม้การตระเวนเที่ยวจะเหน็ดเหนื่อยและไปไหนไม่ได้มากนักเนื่องจากอาการหนักหนาของการจราจรในเมืองกัลกัตตา แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพบจากการท่องเที่ยวกัลกัตตาวันนั้นคือ เพื่อนใหม่ชาวเบงกาลีแห่งเมืองกัลกัตตาที่ชื่อจายันต์คนนี้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย นอกจากร่วมเดินทางกับเขาแต่เช้าจรดเย็น และพาไปยังที่ต่างๆ ที่เขาอยากไปแล้ว ยังพยายามจะแย่งออกค่าใช้จ่ายต่างๆ แทบทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน แม้กระทั่งการซื้อของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ กลับเมืองไทย เขาคิดว่าคำกล่าวของคนไทยที่ว่า

“เห็นงูกับแขก ให้ตีแขกก่อนงู” นั้น ดูจะไม่เป็นธรรมเอามากๆ กับแขกคนนี้ที่ชื่อ “จายันต์”

 

24 ตุลาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ”
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม,
4 พฤศจิกายน และ 11 พฤศจิกายน 2550)

ชนแล้วเรียกประกัน… แค่นั้นหรือ?

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ข้าพเจ้ามีความหลังอันเจ็บปวดจากพฤติกรรมการขับขี่รถที่ขาดความรับผิดชอบของผู้ร่วมใช้ถนนในเมืองไทยเป็นอย่างมาก

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 ภรรยานั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์รับจ้างเพียงเพื่อให้พาข้ามฟากถนนไปส่งยังบ้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ถูกรถเก๋งคันหนึ่งพุ่งเข้าชนท้ายรถจักรยานยนต์จนกระเด็นตกจากรถและเสียชีวิตทันที คนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นเยาวชนและไม่มีใบขับขี่ คนขับรถเก๋งที่มาชนเป็นผู้ใหญ่ รถไม่มีประกันภาคสมัครใจ ทั้งคู่ยอมรับผิดหลังจากที่พยายามโยนความผิดให้กันและกันอยู่เป็นเวลานาน ศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษาให้รอลงอาญาเด็กขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง 2 ปี และให้คุมประพฤติไว้ตลอดระยะเวลาที่รอลงอาญา ส่วนศาลจังหวัดพิพากษารอลงอาญาผู้ใหญ่ที่ขับรถเก๋ง 2 ปี เช่นกัน แต่ไม่มีคำสั่งอย่างอื่นเพิ่มเติม

ศาลได้กรุณาถามข้าพเจ้าในฐานะผู้เสียหายว่ามีความเห็นอย่างไร ศาลอนุญาตให้แสดงความเห็นได้ เพราะศาลเป็นประชาธิปไตยพอ ข้าพเจ้าตอบว่า

“ด้วยความเคารพในคำพิพากษา เมื่อศาลอนุญาตให้แสดงความคิดเห็น ข้าพเจ้าก็ขอแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาล”

ข้าพเจ้าอธิบายว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนศาลคดีเด็กและเยาวชนพิพากษารอการลงอาญาและคุมประพฤติจำเลยที่เป็นเยาวชนไว้ 2 ปี แต่วันนี้ในคดีความผิดที่ร่วมกันกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลกลับพิพากษาจำเลยซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเพียงรอการลงอาญา 2 ปี ทั้งที่จำเลยเป็นผู้ใหญ่น่าจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าเด็ก ข้าพเจ้าพูดต่ออีกว่า ในฐานะของจำเลยที่ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเช่นนี้ จำเลยย่อมต้องมีความรับผิดชอบสองสถาน หนึ่งคือรับผิดชอบต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และสองคือรับผิดชอบต่อสังคม ในความรับผิดชอบส่วนที่หนึ่งนั้น ข้าพเจ้าและญาติพี่น้องของภรรยาที่เสียชีวิตไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งและอโหสิกรรมให้จำเลยทั้งสอง แต่ในความรับผิดชอบต่อสังคม ข้าพเจ้าได้เรียกร้องต่อศาลก่อนจะมีคำพิพากษาแล้วว่าต้องการให้จำเลยบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม จะไปสอนหนังสือเด็ก ช่วยเหลือผู้พิการ หรือไปช่วยพระสงฆ์กวาดลานวัดที่ไหนก็ได้ และให้จำเลยไปอบรมหลักสูตร “Defensive Driving” (การขับรถอย่างปลอดภัย) ที่วิทยากรจากบริษัทเชลล์ (แห่งประเทศไทย) เป็นผู้จัด เพื่อที่จำเลยจะได้เรียนรู้ทักษะการขับรถที่ปลอดภัยและมีพฤติกรรมการขับรถที่ไม่ประมาท ไม่กลับมาสร้างความเดือดร้อนให้สังคมอีก แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าไม่สะดวกที่จะไปเรียนขับรถและไม่ใช่ผู้ร้ายที่ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ข้าพเจ้าจึงผิดหวังที่จำเลยขับรถชนคนตาย แต่ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่บาป และยิ่งผิดหวังที่ศาลไม่สั่งให้จำเลยทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าร้องขอ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคำพิพากษาของศาลคดีเด็กและเยาวชนแล้ว ยิ่งทำให้สงสัยว่าทำไมศาลจึงใช้บรรทัดฐานที่ต่างกันในคดีเหมือนๆ กัน

ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคงจะไม่มีใครกี่คนนักที่ได้รับโอกาสจากศาลให้แสดงความคิดเห็นต่อคำพิพากษา ซึ่งนับว่าผู้พิพากษาท่านนี้มีจิตใจประชาธิปไตยที่ควรยกย่อง แม้คำพูดของข้าพเจ้าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ แต่สิ่งที่น่ายินดีคือ หลังจาก พ.ศ.2545 เป็นต้นมา ไม่ต้องเป็นคดีขับรถชนคนตาย แม้เพียงคดีเมาแล้วขับ ศาลก็สั่งให้จำเลยไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมแทบทุกคดี นี่คือความหลังอันเจ็บปวดที่สุดครั้งแรกจากการขับรถอย่างไม่รับผิดชอบของคนในสังคม

จากนั้นไม่กี่เดือน ขณะขับรถไปทำบุญตักบาตรให้ภรรยาที่วัดใกล้บ้าน
รถข้าพเจ้าถูกรถ เอส.ยู.วี. คันหนึ่งเบียดกระจกมองข้างขวาได้รับความเสียหาย คนขับรถเอส.ยู.วี. ไม่ยอมหยุดรถลงมาเจรจา บังเอิญมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้กรุณาช่วยขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามให้หยุด คนขับรถซึ่งแต่งตัวดี ท่าทางเป็นผู้มีการศึกษาสูงปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เบียดรถข้าพเจ้า เขาคิดว่าข้าพเจ้าเบียดเขามากกว่า ในที่สุดเมื่อเขาไม่ยอมรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่าต้องไปโรงพักแล้วส่งรถไปพิสูจน์ร่องรอยสีว่าใครชนใครซึ่งต้องใช้เวลาอีกนับเป็นสัปดาห์กว่าจะรู้ผล สุดท้ายเจ้าหน้าที่ท่านนั้น ก็พูดกับข้าพเจ้าอย่างเห็นอกเห็นใจ (เพราะทราบดีว่าคงไม่มีใครที่ขับรถชนคนอื่นแล้วร้องเรียกให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามไล่รถที่ถูกชนมาเจรจา) ว่า

“ไหนๆ พี่ก็ตั้งใจจะไปทำบุญแล้ว คิดเสียว่าทำทานต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน”

ปลายปี 2550 ขณะจอดรถบนลานดินนอกผิวจราจรในเขตอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี ปิคอัพคันหนึ่งได้วิ่งตกถนนมาชนรถข้าพเจ้าอย่างแรงแล้ววิ่งต่อไปคว่ำในพงไม้ข้างทาง ในรถข้าพเจ้ามีเด็กเล็กๆ นั่งอยู่ 3 คน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ คนขับรถปิคอัพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายเล็กที่เมาแทบครองสติไม่ได้ รถไม่มีประกัน ทั้งตัวเองก็ไม่มีปัญญารับผิดชอบค่าเสียหายแม้แต่บาทเดียว ถูกเปรียบเทียบปรับและรอการลงอาญา แต่ข้าพเจ้าต้องออกเงินซ่อมรถตัวเองกว่าสองแสนบาท

ปลายเดือนเมษายนปีนี้ ข้าพเจ้าก็เพิ่งถูกรถ เอส.ยู.วี. เบียดแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่อีก กระจกมองข้างซ้ายแตก คนขับรถเอส.ยู.วี.แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษาเหมือนกรณีเอส.ยู.วี.คันก่อน แต่แย่กว่าตรงที่พอชนแล้วแทนที่จะยอมรับกลับมาต่อว่าข้าพเจ้าว่าทำไมขับรถแบบนี้ ทั้งที่รถตนเองวิ่งแซงขึ้นมาและ คล่อมเลน (Lane) เข้ามาเบียดรถข้าพเจ้าที่ขับอยู่ในเลน ข้าพเจ้าพยายามชี้หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ารถเขาวิ่งคล่อมเลนเบียดเข้ามาชนรถข้าพเจ้า เขาก็ไม่ยอมรับ ผลที่สุดต้องไปตัดสินที่โรงพัก ร้อยเวรที่มารับเรื่องพอเห็นภาพถ่ายสีสเปรย์ที่ฉีดตำแหน่งรถที่ชนกันบนพื้นถนนก็ตัดสินทันทีว่าสิทธิในการใช้เส้นทางเป็นของข้าพเจ้า รถเอส.ยู.วี.นั้นมาขอร่วมใช้ทางจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ กรณีนี้ตอกย้ำให้ข้าพเจ้าเริ่มปักใจว่า คนขับรถแพงๆ แต่งตัวดี ท่าทางมีการศึกษาใช่ว่าจะมีเหตุผลหรือมีหิริโอตตัปปะสมกับภาพภายนอกเสมอไปไม่

จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เล่ามา ไม่นับการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนที่กระจกมองข้างซ้ายขวาหรือที่กันชนหน้าหลังขณะรถติดแล้วคนชนก็หนีไป ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงประสบกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ประกอบกับพฤติกรรมการขับรถในบ้านเราที่นับวันเลวร้ายลง -ใช้ความเร็วปกติมากขึ้น, ขับจี้รถคันหน้ามากขึ้น, เปลี่ยนช่องทางจราจรอย่างไร้วินัยและไร้มารยาทมากขึ้น, แล้งน้ำใจและไม่รู้จักการรอคอย- ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้คิดว่าเหตุใดบ้านเมืองเราจึงปล่อยให้พฤติกรรมบนท้องถนนเช่นนี้เกิดขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่คนดีๆ จำต้องทนยอมรับกับหายนภัยกันเอง

ข้อเขียนนี้มีจุดประสงค์ที่ต้องการให้สังคมหันมาสนใจหาทางยุติภัยบนท้องถนนอันเกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยอย่างจริงจัง โดยขอเสนอแนวคิดเบื้องต้นโดยสังเขปไว้ 3-4 ข้อดังต่อไปนี้

    1. การบังคับใช้กฎหมายของตำรวจจราจร พฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การใช้ความเร็วเกินกำหนด, การขับรถจี้คันหน้าจนแทบจะชนกัน, การเปลี่ยนช่องทางจราจรไปมาอย่างน่าหวาดเสียว ฯลฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องจับโดยไม่ต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ทุกวันนี้เห็นมีเพียงการตั้งด่านตรวจจับความเร็วเป็นบางจุดกับการตั้งกล้องตรวจจับรถฝ่าไฟแดง แต่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ กลับไม่เคยมีการบังคับใช้กฎหมาย พฤติกรรมการขับขี่รถที่เหมือนแมลงหวี่บินว่อนไปทั้งถนน ขาดวินัยการจราจร จึงปรากฏให้เห็นตลอดทั้งวัน
    2. การออกกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร นอกจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยบางพฤติกรรมที่ควรบัญญัติเพิ่มเข้าไปในกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแล้ว โทษจากการฝ่าฝืนควรจะต้องหนักกว่าที่เป็นอยู่ การที่โทษเบามิหนำยังมีเหตุบรรเทาโทษอีกมากมายอย่างที่คุณประยูร จรรยาวงษ์ นักเขียนการ์ตูนผู้ยิ่งใหญ่ที่จากไปแล้วเคยเขียนการ์ตูนเสียดสีว่า “กฎหมายชราภาพ สารภาพลดครึ่งราคา” นั้น ยิ่งทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัว ทุกวันนี้ขับรถชนคนตาย ถ้ามีเงินหน่อยก็ไม่ต้องกลัวอะไร ถ้าไม่มีเงิน ยิ่งไม่ต้องกลัวใหญ่เพราะไม่มีอะไรจะให้
    3. การออกใบอนุญาตขับขี่รถ ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้รับผิดชอบในการออกใบขับขี่ กระบวนการให้ได้มาซึ่งใบขับขี่นั้นน่าจะต้องปฏิวัติใหม่ให้มีคุณภาพจริงๆ โดยเฉพาะใบขับขี่รถสาธารณะที่ควรต้องเข้มงวดยิ่งกว่ารถส่วนบุคคล แต่ทุกวันนี้ผู้ขับขี่รถสาธารณะกลับมีพฤติกรรมการขับขี่โดยภาพรวมแย่กว่าผู้ขับขี่รถส่วนบุคคล ร้ายยิ่งไปกว่านั้นรถปิคอัพที่บรรทุกแก๊สก็ขับโดยคนที่มีใบอนุญาตขับรถธรรมดา รถสองแถวที่รับผู้โดยสารคนขับจำนวนหนึ่งถือใบสั่งแทนใบขับขี่!
    4. การให้บริษัทประกันรับผิดชอบ ทุกวันนี้คนขับรถที่มีประกัน ถือคติว่า “ชนแล้วเรียกประกันเป็นอันจบ” ทำให้ความระมัดระวังในการขับขี่ยิ่งน้อยลง สังคมเราถึงเวลาแล้วที่จะถามตัวเองว่า “ชนแล้วเรียกประกัน…แค่นั้นหรือ?” ความเสียหายอื่นอันเกิดจากการถูกรถของบุคคลอื่นมาเฉี่ยวชน เช่น การสูญเสียเวลาทำงานหรือทำธุรกิจ, การผิดนัดหมายที่กระทบถึงโอกาสและผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือผลประโยชน์อื่นใดอันมีสาเหตุมาจากการที่ถูกรถของผู้อื่นมาเฉี่ยวชน กระทั่งการที่ไม่สามารถใช้รถตามปกติในระหว่างนำรถเข้าอู่ซ่อม ต้องไปหยิบยืมรถผู้อื่นหรือเสียเงินเช่ารถมาใช้นั้น ผู้ที่ขับรถชนรถของผู้อื่นไม่ต้องรับผิดชอบกระนั้นหรือ ให้ประกันรับผิดชอบค่าซ่อมก็จบหรือ? ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าสังคมเปลี่ยนค่านิยมใหม่ เรียกร้องให้ผู้ขับขี่รถที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่นอกเหนือจากการซ่อมรถที่บริษัทประกันรับหน้าเสื่อไปทำให้แล้ว พฤติกรรมการขับขี่รถบนถนนบ้านเราจะดีกว่านี้มาก

ข้าพเจ้าฝันว่าวันหนึ่งจะมีองค์กรที่ออกมารณรงค์
ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่รถในเมืองไทย
เช่นเดียวกับการรณรงค์เรื่อง “เมาไม่ขับ”

31 พฤษภาคม 2552
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนเมษายน 2552)

พฤติกรรมถลำลึกของฝ่ายต่างๆ ในเหตุการณ์เสื้อเหลือง-เสื้อแดง

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com


การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับกลุ่มคนเสื้อแดง นอกจากจะมีเรื่องราวจำนวนมากที่ชวนให้คิดและยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องใครคือต้นตอของความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันระหว่างอิทธิพลของระบอบทักษิณกับอิทธิพลของระบอบอำมาตยาธิปไตยแล้ว ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มซึ่งถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ภาคประชาชนรูปการหนึ่ง ยังปรากฏให้เห็นพฤติกรรมการแสดงออกที่ถลำลึกของตัวละครฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งยังผลเร่งให้สถานการณ์จมดิ่งลงสู่ภาวะที่ยากต่อการแก้ไขเยียวยามากยิ่งขึ้น กล่าวคือ

    1. การถลำลึกลงสู่กระแสไม่ใช้ความรุนแรงของรัฐบาล

      กระแสที่เรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างท่วมท้นนับแต่การเคลื่อนไหวที่ยกระดับแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองจากการชุมนุมอย่างสงบตามเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรองรับ มาสู่การปิดถนนรอบทำเนียบรัฐบาลและถนนราชดำเนิน การดาวกระจายปิดล้อมสถานที่ราชการต่างๆ การยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลาหลายเดือน เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมายึดสถานที่ประชุมสุดยอดอาเชียนบวก 3 บวก 6 ที่พัทยา ปิดถนนก่อการจลาจลกลางเมือง และกลุ้มรุมทำร้ายนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กับคณะที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คุกคามสวัสดิภาพและความสงบสุขของประชาชนและของสังคมอย่างร้ายแรง แต่กระนั้นกระแสสังคมที่นำโดยนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง นักสันติวิธี นักสิทธิมนุษยชน และนักการเมืองที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลอดทน พูดจาดีๆ กับกลุ่มผู้ชุมนุม และอย่าใช้ความรุนแรงกับประชาชน ทำให้สังคมเริ่มเข้าใจและคล้อยตามไปว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายถ้ากระทำในนามกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นรัฐบาลจะต้องพูดกับผู้กระทำผิดกฎหมายดีๆ จะบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ เมื่อใดที่รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมาย เมื่อนั้นรัฐบาลก็จะตกเป็นจำเลยของสังคม เป็นทรราช และเป็นเผด็จการ ประกอบกับความสลับซับซ้อนทางการเมืองทำให้รัฐบาลแต่ละชุดไม่สามารถบริหารจัดการและควบคุมกลไกอำนาจรัฐทั้งทหาร ตำรวจ และข้าราชการได้เท่าที่ควร ทำให้รัฐบาลยิ่งถลำลึกลงสู่กระแสที่ไม่กล้าใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมายมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ถูกต้องและควรจะเป็นคือ การไม่ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม การเจรจาพูดคุยหาข้อยุติที่สร้างสรรค์ คือมาตรการที่ใช้กับผู้ชุมนุมที่กระทำการโดยสงบและปราศจากอาวุธ ส่วนผู้ชุมนุมที่ไม่สงบ ที่กระทำผิดกฎหมาย ที่มีอาวุธ และที่ก่อการจลาจลนั้นจะเรียกร้องการปฏิบัติที่อะลุ่มอล่วยและละมุนละม่อมจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ ทั้งจะอ้างความเป็นประชาชนลอยๆ ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะประชาชนที่ว่านั้น ต้องจำแนกให้ชัดว่า เป็นประชาชนที่เคารพกฎหมาย หรือประชาชนที่จงใจกระทำผิดกฎหมาย

    2. การถลำลึกลงสู่บทบาทนอกสภาของนักการเมืองในสภา

      ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับกลุ่มคนเสื้อแดง นักการเมืองจำนวนหนึ่งในรัฐสภาได้ออกมาเคลื่อนไหวบนเวทีของผู้ชุมนุม กระทั่งจำนวนหนึ่งออกมาเป็นแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุม นี่คือการถลำลึกลงสู่บทบาทนอกสภาของนักการเมืองในสภา ที่ชอบอ้างสิทธิในระบอบประชาธิปไตยมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้ชุมนุม จริงอยู่ทุกคนมีสิทธิประชาธิปไตยในการแสดงออกภายใต้กรอบกฎหมาย แต่สิทธิประชาธิปไตยนั้นย่อมถูกจำกัดด้วยความเหมาะสมและชอบธรรม เมื่อเป็นนักการเมืองในระบอบรัฐสภาก็ชอบที่จะมีความเชื่อมั่นต่อรัฐสภาของตน และแสดงบทบาทนักการเมืองที่ถูกต้องสมบูรณ์ในเวทีรัฐสภาที่ตนสังกัดมากกว่าที่จะมาเคลื่อนไหวภาคประชาชนนอกสภา ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความสับสนและทำให้ภาพของรัฐสภาตกต่ำลงในสายตาผู้คนที่พบเห็น

    3. การถลำลึกลงสู่เรื่องราวทางการเมืองขององคมนตรี

      รัฐธรรมนูญบัญญัติให้องคมนตรีต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องการให้องคมนตรีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอันอาจมีผลกระทบไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ แต่นับจากเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นต้นมา องคมนตรีกลับเป็นตัวละครหนึ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวถึงเป็นระยะๆ แม้องคมนตรีและผู้ใกล้ชิดหลายท่านจะออกมาปฏิเสธว่าองคมนตรีไม่เคยยุ่งกับการเมือง แต่ลึกๆ แล้วสังคมคงไม่เชื่ออย่างสนิทใจว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหวนนึกถึง “ทฤษฎีจ๊อกกี้กับเจ้าของม้า” ที่ประธานองคมนตรี กล่าวกับนักเรียนนายร้อย จปร.4 ชั้นปี ที่หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 (สองเดือนก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน) ตอนหนึ่งที่ว่า “ทหารเปรียบเสมือนม้าที่มีชาติและพระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าของ ส่วนรัฐบาลนั้นเป็นเพียงจ๊อกกี้ไม่ใช่เจ้าของม้า จ๊อกกี้นั้นบ้างก็ดี บ้างก็ไม่ดี รับจ้างขี่เสร็จแล้วก็ไป ไม่เหมือนเจ้าของที่อยู่ดูแลม้าตลอด” (ผู้จัดการออนไลน์, 14 กรกฎาคม 2549, 15.23 น.)

    4. การถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยของภาคประชาชน

      การถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อเหลืองเกิดจากภาวะที่ได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มอิทธิพล หลายกลุ่มในสังคมที่ต้องการกวาดล้างอิทธิพลของระบอบทักษิณ ในขณะที่การถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดงเกิดจากการปลุกระดมผ่านวีดีโอลิงค์ให้เกิดความฮึกห้าวเหิมหาญคืนแล้วคืนเล่าของอดีตนายรัฐมนตรีทักษิณ เหนือสิ่งอื่นใดภาวะอนาธิปไตยของคนทั้งสองกลุ่มเกิดขึ้นได้เพราะความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายรัฐบาล การที่คนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดงต่างประกาศว่าจะเคลื่อนไหวอย่างสงบสันติ แต่สุดท้ายก็ถลำลึกลงสู่ภาวะอนาธิปไตยที่คนเสื้อเหลืองเรียกว่า “อารยะขัดขืน” และคนเสื้อแดงเรียกว่า “สงครามประชาชน” นั้น ทำให้ภาพลักษณ์ของการต่อสู้ภาคประชาชนที่เคยเป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อสิทธิประชาธิปไตยของผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกข่มเหงรังแก ที่สังคมให้ความเห็นอกเห็นใจ กลายเป็นการต่อสู้ของกลุ่มอิทธิพลที่ก้าวร้าว ดื้อดึง ที่สังคมเบื่อหน่ายเพราะได้รับความเดือดร้อน และทำให้การต่อสู้ภาคประชาชนที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี กลายเป็นเรื่องสามานย์และไร้ศักดิ์ศรี อารยะขัดขืนนั้นต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งกายและวาจา ทั้งต้องยอมรับโทษจากการกระทำของตน ในขณะที่สงครามประชาชนย่อมไม่ใช่การก่อการร้าย การก่อจลาจลหรือการทำให้ประชาชนเดือดร้อน สงครามประชาชนนั้น มวลชนที่เข้าร่วมต้องได้รับการศึกษาทางอุดมการณ์อันยาวนาน ต้องมีการจัดตั้งที่เข้มแข็ง มีวินัย และไม่ทำลายผลประโยชน์ของประชาชน สงครามประชาชนไม่ใช่การก่อจลาจลของ Mob ที่ได้รับเพียงการปลุกเร้าทางอารณ์ ไร้การจัดตั้งที่รัดกุม ขาดวินัย และพร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่จะให้บรรลุข้อเรียกร้องของตนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนน เผารถเมล์ หรือระเบิดรถแก๊สหน้าชุมชน ในอนาคตหากแกนนำการต่อสู้ภาคประชาชนนำพาการต่อสู้ไปบนหนทางที่เคยกระทำมาอีก การต่อสู้ภาคประชาชนบนดินก็จะกลายเป็นการต่อสู้แบบอนาธิปไตย ไม่ใช่ประชาธิปไตย และไม่ใช่อหิงสาหรืออารยะขัดขืน ส่วนการต่อสู้ภาคประชาชนใต้ดินหรือการต่อสู้ด้วยอาวุธที่แกนนำเสื้อแดงบางคนพูดถึง ก็จะเป็นเพียงแค่ ลัทธิก่อการร้าย ไม่ใช่สงครามประชาชน

ข้อเขียนนี้ไม่ได้พูดถึงการถลำลึกของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพราะหากจะพูดถึง พื้นที่เขียนอันมีจำกัดของเราคงจะรองรับไม่หมด

30 เมษายน 2552
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนมีนาคม 2552)

LAYOFF ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดจริงหรือ?

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

ระหว่างปี พศ.2540-2544 ผู้บริหารชาวไทยจำนวนมากในบริษัทข้ามชาติต่างเผชิญประสบการณ์อันขมขื่นที่จำเป็นต้องปลดลูกน้องและเพื่อนร่วมงานของตนออกจากงานตามนโยบายและคำสั่งของบริษัทแม่ที่อาศัยโอกาสที่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสั่งลดจำนวนพนักงานที่มีอยู่อย่างเทอะทะลง แม้ทั้งที่หลายบริษัทยังมีผลกำไรมหาศาล ในขณะที่บริษัทไทยแท้จำนวนมากก็สั่งปลดพนักงานของตน แม้ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะมีผลกำไรสะสมต่อเนื่องมาแล้วหลายปีก็ตาม พนักงานจึงเป็นเหมือนแพะที่จะต้องรับกรรมทุกครั้งที่เศรษฐกิจของประเทศหรือของโลกมีปัญหา

*****

วิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกครั้งนี้ ตามมาพร้อมกับการ LAYOFF หรือสั่งปลดพนักงานขนานใหญ่ ไม่ต่างกับวิกฤติเศรษฐกิจในไทยเมื่อ 12 ปีที่แล้ว จนดูคล้ายกับเป็นสูตรสำเร็จว่า เมื่อใดที่ธุรกิจมีปัญหา การลดค่าใช้จ่ายเพื่อความอยู่รอดขององค์กรที่ดีที่สุดคือการลดจำนวนพนักงานหรือปลดพนักงานจำนวนหนึ่งออกไป

ระหว่างปีพศ. 2540-2544 ผู้บริหารชาวไทยจำนวนมากในบริษัทข้ามชาติต่างเผชิญประสบการณ์อันขมขื่นที่จำเป็นต้องปลดลูกน้องและเพื่อนร่วมงานของตนออกจากงานตามนโยบายและคำสั่งของบริษัทแม่ที่อาศัยโอกาสที่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสั่งลดจำนวนพนักงานที่มีอยู่อย่างเทอะทะลง แม้ทั้งที่หลายบริษัทยังมีผลกำไรมหาศาล ในขณะที่บริษัทไทยแท้จำนวนมากก็สั่งปลดพนักงานของตน แม้ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะมีผลกำไรสะสมต่อเนื่องมาแล้วหลายปีก็ตาม พนักงานจึงเป็นเหมือนแพะที่จะต้องรับกรรมทุกครั้งที่เศรษฐกิจของประเทศหรือของโลกมีปัญหา

มีคำถามที่ท้าทายมากมายที่เราควรถามเกี่ยวกับการ LAYOFF พนักงาน
เป็นต้นว่า

  1. องค์กรที่มีพนักงานล้นเกินจนต้องตัดสินใจปลดหรือลดจำนวนลงนั้น ใครควรต้องรับผิดชอบและได้รับผลกระทบกันแน่ ระหว่างผู้บริหารที่อนุมัติการรับพนักงานเข้ามาหรือพนักงานที่ถูกรับเข้ามาและกำลังถูกปลดออกไป? หรือ

  2. การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ หรือ? หรือ

  3. การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดขององค์กรจริงๆ หรือ?

ที่ผ่านมา เรามักได้ยินเสมอๆ ว่าการปลดพนักงานจะเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ทางเลือกสุดท้ายที่ว่านี้ มักถูกเลือกให้นำมาปฏิบัติก่อนทางเลือกอื่นอยู่เป็นประจำ ขณะเดียวกันแทบไม่มีองค์กรไหนถามหาความรับผิดชอบของผู้ที่ทำให้เกิดสภาพที่ต้องสั่ง LAYOFF พนักงาน

คำถามที่ท้าทายสุดท้ายคือ การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดขององค์กรจริงๆ หรือ?

จากการศึกษาของ Bain & Company พบว่าบริษัทที่ใช้การ LAYOFF พนักงานเป็นทางเลือกสุดท้ายและ LAYOFF พนักงานน้อยที่สุดในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปีพศ. 2544 จะมีผลประกอบการดีกว่าคู่แข่งของตน (1)  นี่เป็นหลักฐานที่ผู้บริหารควรกลับมาทบทวนความเชื่อเดิมๆ ที่เชื่อว่าการ LAYOFF พนักงานคือทางเลือกที่ดีที่สุดในการลดค่าใช้จ่ายและทำให้องค์กรอยู่รอด

ความจริงแล้ว จากประสบการณ์ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ทางออกที่ดีของการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจขององค์กรทางธุรกิจที่ไม่ใช่การ LAYOFF พนักงานมีอยู่หลายทาง เป็นต้นว่า

ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง พศ.2540 เป็นต้นมา บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ไม่มีงานใหม่เข้ามาเลยเป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-5 ปี ในภาวะยากลำบากเช่นนี้ แทนที่บริษัทจะ LAYOFF พนักงานอย่างที่หลายบริษัทขณะนั้นทำกัน หรือทำสงครามราคาในการประมูลงานรับเหมาก่อสร้างกับคู่แข่ง ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทกลับเรียกประชุมพนักงาน แจ้งให้ทราบถึงนโยบายของบริษัทที่จะไม่ปลดพนักงาน และไม่ลดราคาประมูลงานเพื่อให้ได้งานทำ โดยให้เหตุผลว่าแทนที่บริษัทจะลดราคาเพื่อให้ได้งาน บริษัทเอาจำนวนเงินที่จะลดนั้นมาเลี้ยงพนักงานของตนเพื่อไม่ต้องปลดพนักงานจะดีกว่า (2)  จากนโยบายที่ไม่ทอดทิ้งพนักงานและครอบครัวพนักงานที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นผลให้บริษัทได้รับความจงรักภักดีอย่างสูงจากพนักงาน และสามารถขยายธุรกิจออกไปกว้างไกลกว่าเดิมอีกมากมายในเวลาต่อมา

ในปีพศ.2545 ขณะเข้ารับตำแหน่ง CEO ของ ABB Jurgen Dormann (ปัจจุบันเป็นประธาน Metall Zug ของสวิตเซอร์แลนด์) กล่าวว่าขณะนั้น ABB กำลังประสบปัญหาหนักในแทบทุกด้านและมีหนี้สินหลายพันล้านดอลล่าร์ อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลายเต็มที โดยที่ไม่มีผู้บริหารคนใดเชื่อว่าบริษัทจะประสบชะตากรรมเช่นนั้น Dormann แก้ปัญหาด้วยการส่งจดหมายถึงพนักงานทั้ง 180,000 คนของเขาทั่วโลก โดยยืนยันว่าการ LAYOFF พนักงานจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เลวร้ายที่สุด แต่เพื่อจะรักษาพนักงานไว้ พนักงานจะต้องนำเสนอแนวความคิดที่จะช่วยกันลดค่าใช้จ่ายของบริษัทกลับมายังเขา ด้วยวิธีการสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของบริษัทครั้งนี้ ทำให้ Dormann สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 1.6 พันล้านดอลล่าร์ ช่วยให้บริษัทหลุดพ้นจากปัญหาร้ายแรงได้ (3)

นอกจากนี้ ในอีกหลายๆ บริษัทที่ไม่ต้องการ LAYOFF พนักงานได้ใช้วิธีการต่างๆ อีกหลายวิธี เช่น การลดอัตราเงินเดือนผู้บริหาร หรือลดอัตราเงินเดือนทั่วทั้งบริษัทลง 5-10% การลดหรือยกเลิกสวัสดิการบางอย่าง การงดจ่ายค่าจ้างในวันหยุด และการลดวันทำงาน เป็นต้น

การแก้วิกฤติเศรษฐกิจโดยไม่ใช้วิธีการ LAYOFF พนักงาน ก่อให้เกิดผลดีแก่บริษัทหลายประการ ที่เห็นได้ชัดเจนแรกสุดคือ สร้างความมั่นใจ ไม่ทำให้พนักงานหวาดกลัวและเสียขวัญ ไม่เป็นการไล่คนดีๆ ออกไปพร้อมกับตะโกนให้ลูกค้าและผู้ถือหุ้นรู้สึกว่าเรากำลังมีปัญหา นอกจากนี้ ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการคัดเลือก การจ้างงาน และการฝึกอบรมพนักงานใหม่ในยามที่เราต้องการเมื่อภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าจะปฏิเสธมิให้มีการ LAYOFF พนักงานเลย ในบางองค์กรอาจมีความจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีการรับพนักงานอย่างไม่มีแผนและเกินความจำเป็นจนองค์กรไม่อาจรองรับจำนวนพนักงานดังกล่าวต่อไปได้ ประกอบกับประสบภาวะวิกฤติทางการเงินหรือทางเศรษฐกิจ การLAYOFF พนักงานจึงเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าตัดสินใจ LAYOFF พนักงานแล้ว จะใช้วิธีการหรือหลักการอะไรมาพิจารณาเลือกคนที่จะต้องออก?

    “Last-in, first-out” หรือ
    “Cutting bottom x% based on performance”

หลักการ Last-in, first-out นั้น มีข้อดีคือบริษัทไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมาก เนื่องจากพนักงานยังมีอายุงานน้อย และพนักงานที่เข้าใหม่ส่วนใหญ่อายุยังไม่มาก จึงยังสามารถหางานใหม่ได้ไม่ยาก แต่ข้อเสียคือ บริษัทอาจต้องเสียคนดีๆ ที่พยายามแย่งชิงมาจากนายจ้างอื่น หรือคนดีๆ ที่ตั้งใจเข้ามาทำงานกับบริษัทไป และเท่ากับเป็นการปิดทางบริษัทที่จะหวังให้คนดีๆ ที่บริษัทต้องการรับเข้ามาทำงานในอนาคตให้ความไว้วางใจบริษัทอีก

ส่วนหลักการคัดพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานแย่ๆ x% สุดท้ายออกไปนั้น มีผู้คัดค้านด้วยเห็นว่า บริษัทต่างๆ มักมีระบบการประเมินผลที่ไม่ดีพอ และที่สำคัญผู้ประเมินมักมีอคติ เลือกที่รักมักที่ชัง ยิ่งไปกว่านั้นการใช้เปอร์เซ็นต์มากำหนด จะทำให้หน่วยงานที่มีคนน้อยต้องกระทบกระเทือนมากที่สุด อย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่า หากระบบการประเมินผลและผู้ประเมินหรือคณะกรรมการมีประสิทธิภาพ หลักการคัดพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานแย่ๆ x% สุดท้ายออกไปน่าจะเป็นวิธีการที่มีเหตุผลและมีผลดีต่อองค์กรที่สุดวิธีหนึ่ง

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หลักการสำคัญที่สุด 4 ข้อในการ LAYOFF พนักงาน ที่จำเป็นต้องยึดกุมให้มั่นก็คือ

  1. ต้องทำให้เร็วที่สุด (เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดจากความไม่พอใจของพนักงานหรือเพื่อนของพนักงานที่ถูกคัดให้ออก)
  2. ด้วยความเคารพและสุภาพที่สุด (ไม่ใช้วิธีให้ รปภ.หรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทคุมตัวออกจากที่ทำงานอย่างที่บริษัทในต่างประเทศชอบทำกัน)
  3. เห็นอกเห็นใจที่สุด (จ่ายค่าชดเชยและค่าตอบแทนอื่นๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ รวมทั้งมีโครงการช่วยเหลือในการหางานใหม่ หรือลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวต่อไป) และ
  4. รับรองว่าจะไม่มีการ LAYOFF พนักงานอีกหากสถานการณ์ไม่เลวร้ายลงมากไปกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด (เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของพนักงานที่ยังอยู่กับองค์กรต่อไป)

หากทำได้เช่นนี้ บริษัทก็จะยังสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับพนักงานที่ยังอยู่และพนักงานที่ถูกคัดเลือกให้ออก ทั้งยังสามารถรักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของตนในฐานะนายจ้างที่ดีไว้ได้ต่อไป

11 มีนาคม 2552
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2552)


(1)(2)(3)
  1. Harvard Business Review, March 2009, p.40
  2. จากคำบอกเล่าของผู้บริหาร ช.การช่างที่ถ่ายทอดให้ผู้เขียนฟัง ขณะผู้เขียนเข้าไปจัดทำโครงการพัฒนางานบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้บริษัทระหว่างเดือนตุลาคม 2551 ถึงเดือนกรกฎาคม 2552
  3. Harvard Business Review, March 2009, p.39

หากดวงใจมีรัก

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

  • ถ้าหากดวงใจเธอไร้รัก
  • เธอจักพักพิงหนไหน
  • หลับกับอกฟ้ากว้างไกล
  • หรือกับหัวใจที่รอนแรม
  • ถ้าหากดวงใจเธอไร้รัก
  • ฉันอยากเห็นเธอพักที่บ้าน
  • ในคืนเหน็บหนาวร้าวราน
  • คนอยู่ทางบ้านยังคงรอ

สายหมอกหนาที่ชุ่มละอองชื้นเช้าเดือนกุมภาพันธ์ ระบายสีทุ่งข้าวนาปรังที่เพิ่งเริ่มปลูกให้แลเป็นสีเขียวเรื่อขาว ราวกับมีใครเอาแถบผ้าสีขาวบางๆ ขนาดใหญ่มาขึงทาบทุ่งนาสีเขียวไว้ ขณะเดียวกับที่ควันไฟสีเทาจางเริ่มลอยตัวอ้อยอิ่งขึ้นมาทางหลังสุมทุมไม้ไกลโพ้นที่มีกระต๊อบชาวนาปลูกอยู่เดียวดาย การเคลื่อนไหวในครัวไฟก่อนฟ้าสาง บ่งบอกสัญญาณชีวิตชนบทที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ของมันอีกครั้งแคน คนลิ่นถิ่น ตื่นแต่เช้ามืดที่ยังมองไม่เห็นเส้นลายบนฝ่ามือ เขารีบก่อไฟต้มแกงใส่บาตรเร็วกว่าปกติ เนื่องจากวันนี้เขามีเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบทำแต่เช้าตรู่ เขาต้องเข้าไปในตัวจังหวัด
“ตื่นแต่ไก่ยังไม่โห่ เก็บดอกไม้กำโตแบบนี้ จะไปให้สาวที่ไหนวะ?” หนุ่ม เพื่อนโตมาด้วยกัน ปัจจุบันแต่งเมียแล้วปลูกกระต๊อบอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านร้องแซวขณะเห็นเขาเดินถือดอกสะเดาดง สีขาวนวลช่อใหญ่ผ่านบ้านมันไป“วันวาเลนไทน์ซะด้วย ไม่ธรรมดาโว้ย ไอ้แคนเรา!” โจ้ เพื่อนอีกคนบ้านอยู่ติดกันกับบ้านหนุ่มเสริม “มึงจีบแหม่มอยู่เหรอ?” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ
“คนไทยยังหาไม่ได้ ริอ่านกินของนอกแล้วหรือวะ?”
แคนไม่ตอบโต้ เขาถูกแซวจนชินเสียแล้ว จริงสินะ วันนี้ว่ากันว่าเป็นวันวาเลนไทน์ แต่ เอ…ไอ้วาเลนไทน์นี่ มันชื่อเหล้าหรือชื่ออะไรหว่า? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความรัก? ทำไมคนถึงบอกว่ามันเป็นวันแห่งความรัก? ไอ้หนุ่มกับไอ้โจ้คงรู้ หรือบางทีมันอาจไม่รู้ก็ได้ มันก็ได้แต่จำขี้ปากเขามาเหมือนกัน มันไม่ได้รู้อะไรหมดหรอก อย่างน้อยมันก็ไม่รู้ว่าเขาเคยมีคนรักมาแล้ว ก่อนย้ายกลับมาอยู่ที่ลิ่นถิ่นบ้านเกิดอีกครั้งเมื่อสามปีที่ผ่านมา
ที่ลิ่นถิ่น ไม่มีใครเลยสักคนที่จะรู้ว่าแคนเคยมีคนรัก ความรักของเขาเกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีที่แล้วขณะที่เขาเข้าไปแสวงโชคเป็นคนงานเรียงเหล็กอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง แถวนิคมอุตสาหกรรมบางปู เป็นรักแรกพบและรักต่างชนชั้นคล้ายนิยายน้ำเน่าผสมนิยายเพื่อชีวิต วันนั้นขณะเขากำลังยืนซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าโรงงาน บังเอิญเหลือบเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งตะโกนร้องเรียกชายที่ฉวยของวิ่งหนีไปจากมือเธอให้หยุด เขาไม่รอช้ารีบวิ่งไล่กวดคนร้ายไปและลากตัวเอาของมาคืนเธอจนได้ แต่แล้วเรื่องกลับโอละพ่อ เพราะคนร้ายที่ว่าคือเพื่อนร่วมงานของหญิงสาวที่รีบวิ่งเอาตัวอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากเธอไปให้ผู้จัดการดู แต่ลืมเอาเอกสารประกอบไปด้วย หญิงสาวจึงตะโกนเรียกให้กลับมา อย่างไรก็ดี ความหวังดีที่ผิดพลาดครั้งนี้ กลับส่งผลให้ มุกรวี เจ้าหน้าที่บัญชีสาวจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ข้างๆ ที่เขาเข้าไปช่วยเหลือเกิดความประทับใจจนกลายเป็นความรักที่ทั้งสองมีให้ต่อกันในเวลาต่อมา นี่คือส่วนที่คล้ายนิยายน้ำเน่า สำหรับส่วนที่คล้ายนิยายเพื่อชีวิตก็เนื่องจากมุกรวีเป็นถึงนักบัญชีสาวและค่อนไปทางสวย ทำงานในโรงงานฝรั่ง จบการศึกษาปริญญาตรี
เงินเดือนกว่าสองหมื่น ขณะที่แคนหน้าตาแบบหนุ่มบ้านๆ จบมัธยมสาม เป็นแค่คนงานเรียงเหล็กที่เงินเดือนบวกโอ.ที.แล้วยังได้ไม่ถึงหมื่น แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับความรักที่ตั้งอยู่บนฐานของความดีงามที่ทั้งคู่มีให้ต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดอ่านและความประพฤติที่มีต่อครอบครัวและต่อสังคมของแคนที่ดูล้ำหน้าก้าวไกลกว่าฐานะทางการศึกษาและการงานของเขามาก และนี่เองที่ทำให้มุกรวีตัดสินใจคบหาสมาคมกับแคนฉันคนรักอย่างเต็มใจ
ความรักของแคนกับมุกรวีน่าจะไปได้ดี ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน…..!
“ถ้าพี่ยังเลิกกับคนที่บ้านไม่ได้ เราก็ไม่ควรคบกันต่อ” มุกรวียื่นคำขาด โดยที่แคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ และไม่คิดว่ามุกรวีจะผิดสังเกตในสิ่งที่เขาทำ
“สี่ปีที่เราคบกันมา พี่ปิดฉันมาตลอด พี่ลางานกลับบ้านเมืองกาญจน์ทุกปีในวันวาเลนไทน์ วันที่ใครๆ เขาได้ดอกไม้จากคนรัก แต่ฉันนอกจากไม่ได้แล้ว พี่ยังกลับบ้านไปหาคนอื่น”
พอแคนตั้งสติได้ มุกรวีก็จากไปแล้ว เธอจากไปจากชีวิตเขาหลังจากที่ทนอัดอั้นตันใจมาตลอดสี่ปีที่คบกันโดยไม่เคยปริปากถึงความในใจนี้มาก่อน แคนพยายามหาโอกาสปรับความเข้าใจ ลงทุนไม่ทำโอ.ที.เพื่อไปดักรอเธอหน้าโรงงานฝรั่งบ้าง ไปเฝ้ารอที่บ้านพักของเธอบ้าง แต่มุกรวีก็ไม่เคยให้โอกาสเขาได้พบ ซ้ำร้ายกว่านั้น เขาเห็นเจ้า “คนร้าย” ที่เขาเคยไล่จับไปไหนมาไหนกับเธอถี่ขึ้นทุกวัน จนในที่สุดแคนเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างเธอกับเขา เริ่มยอมรับว่าดวงใจรักของมุกรวีมิได้มีไว้เพื่อเขา แคนเริ่มคิดถึงบ้าน คิดถึงลิ่นถิ่นที่เขาเติบโตและจากมันมา
แคนหอบดอกสะเดาดงก้าวลงจากรถประจำทางที่พาเขาจากลิ่นถิ่น ผ่านไทรโยคน้อย พุเตย พุองกะ เข้ามายังตัวจังหวัดกาญจนบุรี เป็นสายของวันที่แดดอ่อนและลมพัดริน เขาตรงต่อไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด ตรงไปยังอนุสาวรีย์หนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในบริเวณโรงพยาบาล วางดอกสะเดาดงสีขาวนวลช่อใหญ่ลงแล้วก้มลงกราบอย่างนอบน้อม ก่อนเงยหน้าขึ้นมองดวงหน้าเยี่ยงชายชาติทหารของรูปปั้นนั้น พลันเสียงหนึ่งดังขึ้นขณะสายตาของเขาเหลือบไปเห็นเจ้าของเสียงเข้าพอดี
“พี่แคน พี่มาที่นี่จริงๆ พี่เอาดอกไม้มากราบที่อนุสาวรีย์นี้ทุกวันวาเลนไทน์ทำไม?” มุกรวีพรั่งพรูทั้งคำพูดและคำถาม โดยที่แคนยังไม่หายตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนที่เขาไม่เคยหมดรักอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอที่ตรงนี้
“พี่พยาบาลที่ลาออกมาดูแลแม่ที่เมืองกาญจน์พร้อมๆ กับที่พี่ลาออกจากงานที่บางปูเมื่อสามปีก่อน บอกฉันว่าเห็นพี่เอาดอกไม้มาไหว้ที่นี่ในวันวาเลนไทน์ทุกปี ที่พี่ลางานมาทุกปีก็เพราะพี่มาที่นี่หรอกหรือ?”แคนพยักหน้าช้าๆ

“ปู่พี่เป็นนายทหารเล็กๆ รับใช้ท่านพระยาพหลพลพยุหเสนาตั้งแต่ท่านยังเป็นพันเอกนายทหารปืนใหญ่ จนท่านนำคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นพลเอก และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2490 ด้วยการครองชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ ทุ่มเททำงานและซื่อสัตย์สุจริตต่อชาติบ้านเมือง กระทั่งเมื่อถึงแก่อสัญกรรม สมบัติมีค่าสักชิ้นก็แทบไม่มี ปู่เล่าให้พ่อ และพ่อก็เล่าให้พี่ ครอบครัวของคนเล็กๆ อย่างเราจึงรำลึกถึงท่านและนำดอกไม้มาคารวะที่อนุสาวรีย์ของท่านด้วยความรักและความเคารพทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นประจำ แม้ดูเหมือนว่าเมืองไทยและคนไทยจะลืมท่านและลืมวันนี้ไปแล้วก็ตาม”

มุกรวีน้ำตาคลอ เธออยากพูดแต่พูดไม่ออก ผู้ชายคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เธอคิด
“ฉันนี่โง่จริงๆ คิดเองเออเองมาโดยตลอด แต่ฉันอยากบอกพี่ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยหยุดรักพี่เลยแม้สักวัน” มุกรวีสารภาพ
“หากดวงใจพี่ยังมีรักให้ฉัน เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้มั้ยพี่? ลิ่นถิ่นยังมีที่ว่างสำหรับนักบัญชีโง่ๆ อย่างฉันซักคนไหม?”

กุมภาพันธ์ 2552
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS
ฉบับที่ 4 (มค. – มีค. 2552)ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)


*ดอกสะเดาดง เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ดอกออกเป็นช่อสีขาว เรียกกันหลายชื่อ เช่น ดอกกาญจนิกา,ดอกลั่นทมเขา หรือ ดอกแคเขา ก็มี
ดอก กาญจนิกา มีชื่อพื้นเมืองว่า ลั่นทมเขา แคเขา หรือสะเดาดง เป็นสกุลพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทย มีเขตการกระจายพันธุ์จำกัดอยู่เฉพาะบนเขาหินปูนในประเทศไทยเท่านั้น เป็นไม้ขนาดเล็ก – กลาง สูง 5-15 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวยาว 17-35เซนติเมตร ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 20-35เซนติเมตรแต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก กลีบนอกติดกันเป็นหลอดสั้นๆ กลีบดอกขนาดใหญ่ติดกันกล้ายรูปแตร ยาว 4-6เซนติเมตรสีม่วงอ่อน สีจะซีดเมื่อดอกใกล้ร่วง

เมืองไทย 2551: NORMS ที่ยอมรับไม่ได้

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่อยู่ด้วยกันหรือมีกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะในมิติของกลุ่มหรือในมิติที่ใหญ่ขึ้น เช่น ประเทศชาติ หรือโลกทั้งโลก ย่อมนำเอาทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำที่เหมือนกันบ้าง หรือต่างกันบ้างมาปฏิบัติต่อกัน ในระยะแรกจึงมีความหลากหลายและกระจัดกระจายของความคิดและการกระทำ ต่อเมื่อคนกลุ่มนั้นๆ อยู่ด้วยกันและมีปฏิสัมพันธ์กันในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ความคิดและพฤติกรรมที่หลากหลายและกระจัดกระจายจะค่อยๆ ตกผลึกเป็นแบบแผนที่เหมือนๆ กันจำนวนหนึ่งที่ทุกคนในกลุ่มยอมรับและเห็นคล้อยตามกัน ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า NORMS หรือ ปทัสถาน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำเป็นของบุคคล แต่ NORMS จะเป็นของกลุ่ม และเมื่อกลุ่มมี NORMS เกิดขึ้นแล้ว NORMS ของกลุ่มจะส่งอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้แสดงออกมาในทิศทางเดียวกับ NORMS ดังนั้นหาก NORMS ของกลุ่มส่งผลกระทบในเชิงสร้างสรรค์หรือเชิงบวกต่อสังคม สังคมก็จะได้รับอานิสงส์นั้นไปด้วย ตรงข้ามหาก NORMS ของกลุ่มไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย สังคมก็จะตกอยู่ในอันตรายจากพฤติกรรมกลุ่มที่ไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย


NORMS หรือ “ปทัสถาน” ในความหมายทางสังคมวิทยา หมายถึงวิถีแห่งการประพฤติปฏิบัติหรือการงดเว้นการประพฤติปฏิบัติในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปของสมาชิกในสังคมตามคตินิยมของสังคมนั้นๆ วิถีแห่งการประพฤติปฏิบัติหรือการงดเว้นการประพฤติปฏิบัติที่เรียกว่า NORMS นี้หากพัฒนาไป จะกลายเป็นระเบียบแบบแผน มาตรฐาน ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีนิยมของสังคมนั้นๆ ในที่สุด

ที่มาของ NORMS คือ การตกผลึกของทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำของคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่อยู่รวมกันหรือมีการปฏิบัติทางสังคมต่อกันเป็นกลุ่ม เป็นหมู่คณะ เป็นชุมชน เป็นสังคม เป็นภูมิภาค เป็นประเทศ เป็นกลุ่มประเทศ เป็นซีกโลก หรือเป็นโลกทั้งโลก

คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่อยู่ด้วยกันหรือมีกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะในมิติของกลุ่มหรือในมิติที่ใหญ่ขึ้น เช่น ประเทศชาติ หรือโลกทั้งโลก ย่อมนำเอาทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำที่เหมือนกันบ้าง หรือต่างกันบ้างมาปฏิบัติต่อกัน ในระยะแรกจึงมีความหลากหลายและกระจัดกระจายของความคิดและการกระทำ ต่อเมื่อคนกลุ่มนั้นๆ อยู่ด้วยกันและมีปฏิสัมพันธ์กันในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ความคิดและพฤติกรรมที่หลากหลายและกระจัดกระจายจะค่อยๆ ตกผลึกเป็นแบบแผนที่เหมือนๆ กันจำนวนหนึ่งที่ทุกคนในกลุ่มยอมรับและเห็นคล้อยตามกัน ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า NORMS หรือ ปทัสถาน ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่ทัศนคติ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้สึก หรือการกระทำเป็นของบุคคล แต่ NORMS จะเป็นของกลุ่ม และเมื่อกลุ่มมี NORMS เกิดขึ้นแล้ว NORMS ของกลุ่มจะส่งอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้แสดงออกมาในทิศทางเดียวกับ NORMS ดังนั้นหาก NORMS ของกลุ่มส่งผลกระทบในเชิงสร้างสรรค์หรือเชิงบวกต่อสังคม สังคมก็จะได้รับอานิสงส์นั้นไปด้วย ตรงข้ามหาก NORMS ของกลุ่มไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย สังคมก็จะตกอยู่ในอันตรายจากพฤติกรรมกลุ่มที่ไม่สร้างสรรค์หรือทำลาย

  • ตัวอย่างของ NORMS ในระดับโลก เช่น การส่ง สคส.หรือการให้ของขวัญวันคริสต์มาสหรือวันปีใหม่ การยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้แก่บุคคลที่ล่วงลับไป หรือการจัด COFFEE BREAK ก็เป็น NORMS อย่างหนึ่งของการประชุมหรือสัมมนาที่ประพฤติปฏิบัติกันโดยทั่วไป
  • ตัวอย่างของ NORMS ในระดับซีกโลก เช่น การทักทายด้วยการสัมผัสมือเวลาพบกันของคนในซีกโลกตะวันตกและในประเทศที่ผู้คนอพยพมาจากตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
  • ตัวอย่างของ NORMS ในระดับประเทศหรือสังคม เช่น การยกมือไหว้แสดงความคารวะผู้อาวุโสกว่าเวลาพบปะกันของสังคมไทย หรือการทักทายด้วยการเอาจมูกมาชนกันของชนเผ่าเมาลีในนิวซีแลนด์
  • ในมิติของวงการวิชาชีพ การดำรงตนอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็น NORMS อย่างหนึ่งของผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ในขณะที่การหากินกับเจ้าของบ่อนเจ้าของซ่อง หรือการตบทรัพย์รับส่วย ก็เป็น NORMS อีกอย่างหนึ่งของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ส่วนใหญ่ในบางประเทศ เป็นต้น

    เมืองไทย ปี 2551 ที่มีการชุมนุมยืดเยื้ออย่างเป็นประวัติการณ์กว่าครึ่งปีของชาวเสื้อเหลืองที่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแกนนำฝ่ายหนึ่ง กับการชุมนุมเป็นครั้งคราวของชาวเสื้อแดงที่มีแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นแกนนำอีกฝ่ายหนึ่ง สลับกับการปะทะกันด้วยกำลังของทั้งสองฝ่ายเป็นระยะๆ หากใช้ทัศนะเชิงบวกมามองจะเห็นว่า การเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่าย ซึ่งนอกจากจะใช้รูปแบบการชุมนุมเดินขบวนแล้ว ยังใช้การสื่อสารผ่านสื่อทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เน็ทนั้น ผลักดันให้เกิดการตื่นตัว การรับรู้ และการเข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมืองอย่างขนานใหญ่ในหมู่ประชาชนในหลายระดับ แม้การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทัศนคติ และกระทั่งอุดมการณ์ของทั้งสองฝ่ายจะคนละชุดกันหรือในบางกรณีอาจตรงข้ามกันก็ตาม ผลของการตื่นตัว รับรู้ และเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองอย่างยืดเยื้อยาวนานครั้งนี้ แม้พิจารณาในมุมของการจัดตั้ง จะเป็นไปอย่างหลวมๆ และไม่เป็นเอกภาพ แต่หากพิจารณาโดยองค์รวมแล้วย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจิตสำนึกทางการเมืองของฝ่ายประชาชนชนชั้นและชั้นชนต่างๆ ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยไม่สนใจข่าวสารการเมือง ก็มาสู่ความสนใจในข่าวสารการเมือง จากที่เคยวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอยู่ที่บ้าน ก็มาสู่การออกจากบ้านเข้าร่วมเคลื่อนไหวการเมืองรูปแบบต่างๆ สิ่งพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดคือ ณ วันนี้ ระดับความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไทยคือปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่สถาบันทหารจะต้องนำมาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างจริงจังในยามที่คิดจะเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองด้วยการก่อรัฐประหาร

    อย่างไรก็ดี เบื้องหน้าการต่อสู้ทางการเมืองในปี 2551 ที่สำนึกทางการเมืองและพลังความเข้มแข็งของประชาชนพัฒนาไป เมืองไทยปี 2551 ก็เกิด NORMS ที่ไม่พึงปรารถนาและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย อันส่งผลกระทบไปสู่การล่มสลายของวัฒนธรรมอันดีงามที่เคยดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างน้อย 5 ประการคือ

    1. NORMS ที่อ้างความชอบธรรมจากคะแนนเสียงเลือกตั้ง อยู่เหนือความชอบธรรมจากการยอมรับ
      ในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่งย่อมได้รับเกียรติให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าไม่สามารถจัดตั้งได้ พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งรองลงมาจึงจะเข้ามาทำหน้าที่นั้นแทน นี่เป็นมารยาทและเป็นธรรมเนียมที่นานาอารยะประเทศประพฤติปฏิบัติกัน อย่างไรก็ดีในระบอบประชาธิปไตยก็มีมารยาทและมีธรรมเนียมที่นานาอารยะประเทศประพฤติปฏิบัติด้วยเช่นกันว่า เมื่อใดที่รัฐบาลเกิดเรื่องมัวหมอง ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตหรือความผิดพลาดในการดำเนินนโยบาย รัฐบาลพึงต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภาเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจเลือกผู้แทนของเขาใหม่ ในอดีตแม้ระบอบประชาธิปไตยของเราจะไม่สมบูรณ์นัก แต่กล่าวโดยภาพรวมแล้ว รัฐบาลส่วนใหญ่จะยอมลาออกหรือไม่ก็ยุบสภาเมื่อมีเรื่องมัวหมองหรือมีการไม่ยอมรับรัฐบาลเกิดขึ้น จะมีที่ดื้อดึงอยู่บ้างก็เพียงในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจากนั้นก็จะถูกรัฐประหารหรือไม่ก็ถูกบีบให้ออกไป เช่นรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังการเลือกตั้งสกปรก ปี 2500 และรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น NORMS ที่ดื้อรั้นไม่ยอมลงจากอำนาจของรัฐบาลเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเอาจริงเอาจังตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณที่เริ่มเข้ารับตำแหน่งก็ต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเป็นจำเลยคดีซุกหุ้น และผ่านคดีมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยคำพิพากษา 8 ต่อ 7 จากนั้นทั้งตนเองและครอบครัวก็ถูกกรมสรรพากรเรียกไปปรับภาษีย้อนหลังหลายครั้งหลายหน และต้องตกเป็นจำเลยของสังคมในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาโดยตลอด แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณก็ไม่ยอมลาออก อ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เลือกตนและพรรคการเมืองของตนเข้ามา กระทั่งถูกมวลชนที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินขบวนขับไล่และนำไปสู่การรัฐประหารของ คมช. ในที่สุด NORMS ที่อ้างความชอบธรรมจากคะแนนเสียงเลือกตั้งอยู่เหนือความชอบธรรมจากการยอมรับของสังคมที่รัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทยพยายามสร้างขึ้นแทนมารยาทและธรรมเนียมทางการเมืองอันดีงามในระบอบประชาธิปไตยแทนที่จะยุติลงหลังการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ตรงข้ามนักการเมืองและพรรคการเมืองนอมินีของระบอบทักษิณกลับยังยึดถือปฏิบัติกันอย่างดื้อดึงเรื่อยมาดังที่ปรากฏให้เห็นทั้งในสมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย โดยอ้างเพียงว่าประชาชนส่วนข้างมากเลือกพวกตนเข้ามา มารยาทและธรรมเนียมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่คำนึงถึงการยอมรับหรือไม่ยอมรับของประชาชนเป็นอันไม่ต้องพูดถึงกัน สาเหตุของการชุมนุมยืดเยื้อของฝ่ายประชาชน ที่สำคัญก็มาจากความดื้อรั้นไม่ยอมลงจากอำนาจของรัฐบาลที่มีเรื่องมัวหมองและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมนั่นเอง นี่คือ NORMS แรกที่ส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทย

    2. NORMS ที่สนับสนุนคนเก่งแม้เขาจะโกง และบูชาคนที่ให้ของตนแม้เขาจะปล้นคนอื่นมา
      ปรากฏการณ์คนรักทักษิณที่ซึมลึกลงไปถึงประชาชนระดับล่างและโดยเฉพาะในชนบท ด้านหนึ่งเป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวของคุณทักษิณเมื่อเทียบกับนายกรัฐมนตรีที่ผ่านๆ มา อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะโครงการประชานิยมและนโยบายการตลาดแบบ “เอื้ออาทร” ต่างๆ ถูกจัดส่งลงไปถึงประชาชนในระดับล่าง สังคมไทยที่ผ่านมาที่นักการเมืองมีการคอร์รัปชั่นมากบ้างน้อยบ้างมาตลอด บวกกับอิทธิพลทางความคิดในระบอบอุปถัมภ์ ทำให้ข้อกล่าวหาต่างๆ เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นหรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคุณทักษิณถูกคนส่วนหนึ่งที่ได้รับการ “เอื้ออาทร” มองข้ามไป ภาพที่คุณทักษิณทำเพื่อคนยากคนจน ภาพที่คุณทักษิณหยิบยื่นงบประมาณต่างๆ มาให้ชนบทจึงบดบังภาพอื่นๆ จนหมดสิ้น กระทั่งสังคมส่วนหนึ่งเกิดค่านิยมที่ยอมรับได้ที่จะให้นักการเมืองโกงกิน ถ้านักการเมืองคนนั้นจะทำอะไรบางอย่างให้ตน การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปกป้องผู้นำและนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่น กระทั่งคลั่งไคล้บูชาเพียงเพราะเขาเคยหยิบยื่นอะไรบางอย่างให้ตน เป็นหลักฐานที่บ่งบอกถึงภยันตรายและความตกต่ำอย่างถึงที่สุดของวัฒนธรรมด้านคุณธรรมและจริยธรรมของผู้คนในสังคมไทย หากปล่อยให้ NORMS ประเภทนี้พัฒนาต่อไป สังคมไทยจะไม่มีที่ยืนสำหรับคนดี ไม่มีที่ว่างสำหรับคนซื่อสัตย์สุจริตที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน

    3. NORMS การต่อสู้ภาคประชาชนที่ก้าวร้าว ดึงดัน เอาแต่ใจตนเอง และวางอำนาจบาทใหญ่โดยไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
      การชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนของฝ่ายเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงเป็นการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยและเป็นการต่อสู้ที่ถูกกฎหมาย ไม่ใช่การต่อสู้ในรูปแบบและหนทางผิดกฎหมาย เช่นการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต หรือการต่อสู้แบบก่อการร้ายในภาคใต้ปัจจุบัน ดังนั้นการต่อสู้ภาคประชาชนด้วยการชุมนุมเดินขบวนอย่างสันติและอย่างอารยะจึงถูกคาดหมายว่าต้องเป็นการต่อสู้ที่สงบ ปราศจากอาวุธ เคารพกฎหมายและที่สำคัญคือเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น แต่น่าเสียดายที่การชุมนุมและเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนของฝ่ายเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงที่พัฒนาไปท่ามกลางท่วงทำนองการปลุกเร้าและให้ข้อมูลของแกนนำและโฆษกบนเวทีวันแล้ววันเล่าส่งผลต่อความฮึกห้าวเหิมหาญทางอารมณ์ความรู้สึกและศรัทธาของมวลชนที่มาชุมนุมที่มีต่อสิ่งที่ตนกำลังต่อสู้อยู่พร้อมกับความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามถึงขั้นที่คิดไปว่าใครก็ตามที่คิดหรือทำต่างไปจากตน ย่อมเป็นคนที่ไม่รักชาติและย่อมต้องเป็นศัตรูกับตน ด้วยเหตุนี้ การใช้เวทีการชุมนุมกล่าวประณามคนกลางๆ ที่ไม่คิดหรือทำในทางเดียวกับตนจึงเกิดขึ้นเนืองๆ บวกกับยุทธวิธีและการแสดงออกที่ดุดัน ก้าวร้าว ดื้อดึง และเอาแต่ใจของแกนนำบางคนและโฆษกบางคนบนเวที ทำให้เกิดพฤติกรรมที่พร้อมจะใช้ฝูงชนกดดันทำอะไรก็ได้ที่ไม่คำนึงถึงกฎหมายและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้อื่นซึ่งเป็นพลเมืองที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับตน ทำให้การล้อมกรอบกลุ้มรุมทำร้ายฝ่ายตรงข้ามกับตนเกิดขึ้นที่โน่นที่นี่เป็นระยะๆ ลุกลามไปถึงขั้นการวางอำนาจบาทใหญ่ประกาศห้ามฝ่ายตรงข้ามเดินทางเข้าไปในเขตจังหวัดของพวกตน ถึงขั้นฝ่ายหนึ่งเดินทางเข้าไปจังหวัดที่มีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่มากกว่าไม่ได้ และถึงขั้นถ้าไม่พอใจอะไร ก็จะยกพวกเข้าไปด่าทอ ไปทำร้าย ไปปิดล้อม ไปตรวจค้น ไปยึดครองสถานที่ต่างๆ ของฝ่ายตรงข้าม หรือที่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ หรือที่คิดว่าจะสามารถกดดันฝ่ายตรงข้ามได้ ไม่เว้นแม้สถานีโทรทัศน์ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และสนามบินนานาชาติ ไม่เว้นแม้คนเจ็บป่วยใกล้ตายไปหาหมอ ก็ยังยกพวกไปถือป้ายด่าทอขับไล่ ซึ่งพฤติกรรมที่อุกอาจ รุนแรง ท้าทายกฎหมาย ไร้มารยาทและแล้งน้ำใจเหล่านี้ ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในสังคมที่เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีและพร้อมจะให้อภัยกันและกัน ในสังคมที่ไม่รังแกคนอ่อนแอไม่มีทางสู้และไม่ข้ามคนล้มอย่างสังคมไทย หากปล่อยให้ NORMS ประเภทนี้พัฒนาต่อไป เมืองไทยนับแต่นี้ไป จะไม่มีใครพูดต่างคิดต่างทางการเมืองได้อีกต่อไป จะไม่มีใคร (โดยเฉพาะบรรดาแกนนำทั้งหลาย) สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเสรีและสะดวกสบายเช่นแต่ก่อนโดยไม่มีผู้คนหรือฝูงชนคอยห้อมล้อมคุ้มกันอีกต่อไป
      แผ่นดินไทยจะถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ และถูกยึดครองโดยผู้ทรงอิทธิพลประจำถิ่นที่สวมเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง กฎหมายจะถูกเหยียบย่ำโยนทิ้ง ประชาธิปไตยจะกลายเป็นอนาธิปไตย และอารยะจะกลายเป็นอนารยะ การชุมนุมทางการเมืองที่แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนแทนที่จะเป็น “ความทรงจำอันยอดเยี่ยม” ก็จะกลายเป็น “ความทรงจำอันเลวร้าย” ประชาธิปไตยที่ควรจะเก็บรับบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ไม่ต้องเดินซ้ำรอยความขมขื่นเดิมๆ ไม่ต้องมีสงครามกลางเมืองกว่าจะได้ประชาธิปไตยมาอย่างสหรัฐอเมริกา ก็อาจกลายเป็นประชาธิปไตยที่ย่ำไปบนความผิดพลาดในอดีตที่ไม่รู้จักสรุปบทเรียนเพื่อทำปัจจุบันให้ดีกว่า เป็นประชาธิปไตยที่ต้องย่ำไปบนกองเลือดกับความแตกแยกของคนในสังคม และเป็นประชาธิปไตยที่ได้มาไม่คุ้มกับต้นทุนที่เสียไป

    4. NORMS ที่สถาบันทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์และข่มขู่รัฐบาล
      การชุมนุมต่อสู้เพื่อขับไล่รัฐบาลของฝ่ายเสื้อเหลือง บวกกับท่าทีที่สอดรับกันของบุคคลและสถาบันสำคัญๆ จำนวนหนึ่งในสังคมในทำนองให้ท้ายการชุมนุมจนเกิดวาทะแห่งปีว่า “MOB มีเส้น” ทำให้ฝ่ายรัฐบาลตกอยู่ในภาวะอ่อนแออย่างถึงที่สุด สถาบันทหารที่ผู้คนทราบดีว่ามีจุดยืนอยู่ที่ไหนได้ใช้โอกาสนี้ปฏิบัติการ “อารยะขัดขืน” กับรัฐบาลซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนทันที เห็นได้จากท่าทีผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกที่ไม่สนองรับนโยบายรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการกับผู้ชุมนุมฝ่ายเสื้อเหลืองที่มายึดทำเนียบรัฐบาลและไม่ดำเนินการอันจำเป็นในการปกป้องสนามบินนานาชาติจากการบุกยึดของฝ่ายเสื้อเหลือง ตรงกันข้ามกลับส่งสัญญาณหลายครั้งให้รัฐบาลลาออก กระทั่งขู่ว่าถ้าจำเป็นจะหยุดการใช้อำนาจของรัฐบาล แน่นอนว่าในสถานการณ์ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายมีจุดอ่อนมากมายที่คนจำนวนไม่น้อยรับไม่ได้ ท่าทีและการแสดงออกของผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกจึงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากนัก ตรงข้ามบางส่วนยังออกมาชมเชยเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นสิ่งนี้ย่อมไม่ใช่ NORMS ที่ควรยกย่องหรือสนับสนุนให้ประพฤติปฏิบัติสืบไป ยังจำเป็นต้องพูดให้ชัดเจนว่าในภาวะปกติผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลายจะปฏิบัติเช่นนี้จนกลายเป็น NORMS ที่ฝ่ายทหารใช้กับฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ ที่ต้องย้ำเช่นนี้ เพราะปัจจุบันดูเหมือนว่านายทหารจำนวนหนึ่งจะไม่เห็นฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลอยู่ในสายตา เมื่อเร็วๆ นี้ ปลัดกระทรวงกลาโหมก็ออกมาให้สัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ว่าบารมียังไม่มากเท่าไร คงจะถูกครอบโดยนายสุเทพและนายเนวิน
      ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเพราะไม่มีปลัดกระทรวงไหนกล้าวิจารณ์อะไรเช่นนี้กับนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาของตน ยกเว้นปลัดกระทรวงที่กุมปืนในประเทศที่สถาบันทหารยังไม่มีความเป็นมืออาชีพและระบอบประชาธิปไตยยังไม่พัฒนาพอ

    5. NORMS ที่ละเลยการบังคับใช้กฎหมายในขณะที่ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายอย่างอุกอาจ
      การต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นการต่อสู้บนหนทางสันติและถูกกฎหมาย แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตรฯ ในช่วงปี 2551 ได้กระทำเกินเลยขอบเขตของการต่อสู้อย่างถูกกฎหมายหลายอย่าง และเกินเลยความพอดีหรือพอประมาณที่มวลชนที่เป็นแนวร่วมของพันธมิตรฯ จะรับได้ ด้วยเหตุนี้ ยิ่งต่อสู้ แนวร่วมที่เคยสนับสนุนพันธมิตรฯ ก็ยิ่งน้อยลง หลายฝ่ายมองพันธมิตรฯ ด้วยความอึดอัดและเป็นห่วง อย่างไรก็ดี เนื่องจากท่าทีของกลุ่มบุคคลและสถาบันสำคัญหลายสถาบันในสังคมยังยืนอยู่ข้างพันธมิตรฯ ดังนั้นการณ์จึงปรากฏว่า ยิ่งพันธมิตรฯ ถลำลึกลงสู่การเคลื่อนไหวที่ไร้กรอบกติกาประชาธิปไตย ที่อาศัยมวลชนมากระทำการให้ได้ดั่งใจ และที่ไม่เคยเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเพื่อนร่วมชาติ แทนที่สังคมจะมีมาตรการยุติพฤติกรรมเช่นนั้นของพันธมิตรฯ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง รวมทั้งนักวิชาการจำนวนไม่น้อยกลับออกมาห้ามปรามฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยสูตรสำเร็จของวลีที่ดูประหนึ่งจะทำให้ผู้พูดดูดีขึ้นว่า “อย่าใช้ความรุนแรงกับประชาชน” ด้วยเหตุนี้ พันธมิตรฯ จึงยิ่งได้ใจและไม่เคยถอยแม้สักก้าวในย่างเท้าที่ตนเกินเลยไป ทำให้เกิดธรรมเนียมการต่อสู้พิลึกพิลั่นและไร้ศักดิ์ศรีที่กำหนดกรอบกติกาไว้ว่า
      “ข้ารบของข้า แต่เอ็งห้ามรบของเอ็ง ข้ากระทำผิดกฎหมายได้ แต่เอ็งห้ามบังคับใช้กฎหมายกับข้า”

      โลกนี้จึงเห็นจะมีไทยประเทศเดียว ที่ยอมให้มีการยึดถนนหลวงไม่ให้ผู้คนสัญจรไปมาได้กว่าครึ่งปี ยึดทำเนียบรัฐบาลไม่ให้รัฐบาลเข้าทำงานได้เป็นเดือนๆ ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดรัฐสภา และยึดสนามบินโดยไม่มีกลไกอำนาจรัฐใดเข้าไปยุติหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพกับกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้น และโลกนี้ก็เห็นจะมีไทยประเทศเดียว ที่มีนโยบายปลดอาวุธผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้วปล่อยให้ออกไปยืนเผชิญหน้ากับฝูงชนจำนวนมหาศาลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความเคียดแค้นที่ในมือมีสิ่งของที่พร้อมจะใช้เป็นอาวุธ และพร้อมจะกลุ้มรุมทำร้ายใครทุกคนที่ขวางทางตน และโลกนี้ก็เห็นจะมีไทยประเทศเดียวอีกเช่นกัน ที่ผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างอุกอาจมีผู้คนและองค์กรมากมายพร้อมจะปกป้องพิทักษ์สิทธิ์ด้วยเห็นว่าเป็นประชาชน ในขณะที่คนดีที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ชาวบ้านรวมทั้งครูชนบทที่ถูกลอบสังหาร และตำรวจทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกปลดอาวุธและถูกสั่งให้ออกไปรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งพวกเขาก็เป็นประชาชนและเป็นลูกหลานคนยากคนจนเหมือนกัน กลับไม่มีใครหรือองค์กรไหนกระตือรือร้นออกมาปกป้องสิทธิ์ให้พวกเขา จริงอยู่แนวนโยบายที่ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมเป็นเรื่องถูกต้อง แต่แนวนโยบายที่ให้ตำรวจทหารชั้นผู้น้อยจำนวนน้อยนิดออกไปรับมือกับผู้ชุมนุมจำนวนมหาศาลโดยมีเพียงโล่ ไม่มีแม้แต่เครื่องมือปราบการจราจลขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องที่ควรทบทวน มิฉะนั้นก็ควรเกณฑ์ลูกหลานของผู้ออกนโยบายไปรับมือกับผู้ชุมนุมก่อนที่จะสั่งคนอื่นไป เช่นเดียวกับแนวนโยบายที่ให้ใช้ความอดทนและการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่กระทำผิดกฎหมาย ด้วยมาตรการที่เหมาะสม มีขั้นตอนและสมควรแก่สถานการณ์ (มิใช่มาตรการอย่างที่ใช้ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551) เป็นเรื่องถูกต้อง แต่แนวนโยบายที่ละเลยการบังคับใช้กฎหมาย และห้ามใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าผู้ชุมนุมจะกระทำผิดกฎหมายร้ายแรงแค่ไหนและอุกอาจเพียงไรเป็นเรื่องที่ควรทบทวน และยอมปล่อยให้เป็น NORMS ที่จะไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย และไม่กล้าใช้มาตรการที่จำเป็นและเด็ดขาดภายในกรอบของกฎหมายตามความหนักเบาของสถานการณ์ไม่ว่าผู้ชุมนุมจะกระทำความผิดแค่ไหน จะใช้ความรุนแรงและอุกอาจเพียงไร จะละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่นแค่ไหน และจะสร้างความเสียหายที่ตามมาให้กับสังคมเพียงไรไม่ได้ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นก็เท่ากับสนับสนุนให้บ้านเมืองไม่มีขือแป เท่ากับปฏิเสธการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ปฏิเสธการดำรงอยู่ของนิติรัฐ ปฏิเสธการบังคับใช้กฎหมาย และเมื่อการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปอย่างที่ควรเป็น ยอมให้เสื้อเหลืองทำอะไรก็ได้ เสื้อแดงก็ถือเป็นตัวอย่างและขอทำบ้าง ความปั่นป่วนวุ่นวายและความร้าวฉานในชาติจึงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

    NORMS ที่ไม่พึงปรารถนาและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอย่างน้อย 5 ประการดังกล่าวข้างต้น เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย เป็นวิกฤตวัฒนธรรมอย่างหนึ่งภายในชาติที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยไปกว่าวิกฤตทางการเมือง และวิกฤติทางเศรษฐกิจ แต่น่าเสียดายที่บุคคลและสถาบันที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิด NORMS เหล่านี้ไม่เคยคำนึงถึงมากไปกว่าความต้องการที่จะเอาชนะ และที่จะรักษาสถานะการดำรงอยู่ของตนและสถาบันตน ทั้งน่าเสียดายที่ผู้คนในสังคมพูดถึงวิกฤตทางวัฒนธรรมจาก NORMS เหล่านี้น้อยเกินไป โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐที่ควรกระตือรือร้นและเป็นเจ้าภาพกอบกู้วิกฤตทางวัฒนธรรมครั้งนี้มากที่สุด จนบัดนี้ก็ไม่เคยทำอะไรออกมาให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันอย่างที่ควรทำ

    กระทรวงวัฒนธรรม คุณสบายดีหรือ ?

    29 ธันวาคม 2551
    (ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “กฎหมายใหม่” ฉบับเดือนธันวาคม 2551)

    ราชดำเนิน

    ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
    roichaksaam@gmail.com

    ถนนราชดำเนินสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างปี พศ. 2442 ถึงปี พศ. 2446 เพื่อใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังดุสิต ถนนแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง และราชดำเนินใน โดยการสร้างถนนสายนี้ นอกจากจะโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขนาดกว้างแล้ว ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสถานที่ราชการสำคัญๆ ขึ้นมาทั้ง 2 ฟากถนน แนวพระราชดำริในการสร้างถนนสายนี้บ้างว่าทรงได้มาจากถนนชอง เอลิเซ่ ในกรุงปารีส บ้างว่าทรงได้มาจากการสร้าง Queen`s Walk ในย่าน Green Park ของกรุงลอนดอน จากนั้นจึงทรงพระราชทานนามว่า ถนนราชดำเนิน ตามชื่อ Queen`s Walk ซึ่งหมายถึง ทางที่กษัตริย์เดิน นั่นเอง

    หนึ่งร้อยกับอีกห้าปีของถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะช่วงเจ็ดสิบหกปีมานี้ ถนนสายนี้เป็นทางเดินของประชาชนมากกว่าของกษัตริย์ ถนนได้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว และความเปลี่ยนแปลง, บันทึกความขัดแย้ง การต่อสู้ ชัยชนะ และความพ่ายแพ้, บันทึกการสูญเสียของชีวิต เลือดเนื้อ ความรู้สึก และหยาดน้ำตา, บันทึกการเกิดขึ้น ดับไปของวีรชน และทรราช ไม่เว้นแม้ชีวิตคนนิรนาม นักเดินทางผู้รอนแรม โสเภณี และคนไร้บ้าน

    “ราชดำเนินน่าเดิน เพลิดเพลินเรียบร้อยพราวพรรณ….”
    เสียงเพลงสุนทราภรณ์พลิ้วแผ่วแว่วแทรกสายลมริน ผสานกลิ่นกรุ่นละอองดินที่ละเลียดอ้อยอิงมากับปรายฝนสาดกระเซ็นของค่ำคืนท้ายเดือนตุลาฯ

    “สมนามสำคัญเฉิดฉันอำไพ
    แสงไฟแสงโคมเล้าโลมฤทัย
    ทั้งเมืองวิไลคล้ายยามทิวา……
    “ยอดมณฑปช่อฟ้าตระการ
    สำเริงสำราญสถานเวียงชัย
    เหมือนเมืองสวรรค์ของชาวไทย
    ชนทั้งเมืองรุ่งเรืองวิไล
    ถ้วนทั่วทุกวัยเลิศจริงหญิงชาย
    ดังจะข่มอัปสรเทวา
    ยิ้มยวนเย้าตาดูแล้วสบาย
    หรือเป็นชาวฟ้ามาเดินกราย
    เมืองนั้นงามดั่งเทพนิยาย
    ทั้งหญิงและชายแต่งกายสวยดี….”

    ลำนำเพลงขับขานชวนให้หวนรำลึกถึงวันวานของราชดำเนินที่สนามหลวงยังเต็มไปด้วยแผงลอยและร้านรวงชั่วคราวทุกเสาร์อาทิตย์ รวมทั้งแผงหนังสือสารพัดที่เปิดต้อนรับหนอนทุกเพศทุกวัยทุกวี่วัน ท้องฟ้าเหนือถนนราชดำเนินวันนั้นยกเพดานสูงโล่งลิ่วจนแลเวิ้งว้างและว่างเปล่าไม่เกี่ยวข้องผูกพันกับสิ่งใด รอกระทั่งฤดูหนาวปลายปีที่บรรดานักเลงว่าวจะพาปักเป้ากับจุฬาตัวเก่งออกมาเริงร่ายว่ายฟ้าประกาศศักดาความคมแห่งสายป่านและชั้นเชิงการสาวและผ่อนของผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่สวนอัมพรก็คึกคักครื้นเครงด้วยงานกาชาด และร้านอาหารเก่าแก่อย่าง “ศรแดง” ตรงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ไม่เคยว่างเว้นนักชิมทั้งขาจรและขาประจำ


    น่าเสียดายที่ราชดำเนินวันนี้แตกต่างจากราชดำเนินที่เคยรู้จัก
    และที่วงสุนทราภรณ์บรรเลงบรรยาย

    เป็นราชดำเนินที่เต็มไปด้วยยางรถยนต์และเครื่องกีดขวางมากเกินกว่าจะ
    “น่าเดินเพลิดเพลินเรียบร้อยพราวพรรณ”

    เป็นราชดำเนินที่คนถ้าสามารถรวมกันได้เป็นฝูง ก็สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องเคารพกฎหมายและไม่ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของใคร ในขณะที่เรียกร้องไม่ให้ใครมาทำอะไรกับพวกตน

    เป็นราชดำเนินที่คนสองกลุ่มที่เคยกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกัน ต่อสู้เผด็จการโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาด้วยกัน ล้มลุกคลุกคลานหนีห่ากระสุนและลูกระเบิดของตำรวจทหารตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ, 6 ตุลาฯ ก่อนกอดคอกันเข้าป่าและออกมาเผชิญเหตุการณ์พฤษภาทมิฬด้วยกัน ต้องมาแตกแยกห้ำหั่นกันเพราะค่านิยมและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอ้างว่าทำเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน

    เป็นราชดำเนินที่คนพร้อมจะโห่ตะเพิดกัน กลุ้มรุมทำร้ายกระทั่งเข่นฆ่าทารุณกันเพียงเพราะอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับตนหรือไม่ใช่พวกของตน

    เป็นราชดำเนินของคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง ที่คนใส่เสื้อสีอื่นต้องค่อยๆ แอบเดินอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

    เป็นราชดำเนินที่ดุดัน ก้าวร้าว ดื้อดึงและเอาแต่ใจ

    เอาแต่ใจที่ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักถอย คิดแต่จะเอาชนะแม้ด้วยวิธีที่ป่าวร้องให้ขุนศึกออกมารัฐประหาร และตั้งเครื่องบวงสรวงบูชาให้ทวยเทพเทวาบนฟ้ามาช่วย

    เอาแต่ใจที่คิดแต่จะเอาชนะโดยไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดดีชั่ว สนับสนุนแม้กระทั่งคนที่โกงชาติกินเมืองให้กลับมาผูกขาดอำนาจอีกครั้ง

    ผู้คนบนถนนราชดำเนินวันนี้เกรี้ยวกราด ไม่น่ารัก และเพดานฟ้าเหนือถนนราชดำเนินวันนี้ก็มิได้สูงโล่งลิ่วจนแลเวิ้งว้างและว่างเปล่าเหมือนวันก่อน หากเต็มไปด้วยม่านเมฆทมึนที่ลดระดับต่ำลงอย่างน่าใจหาย มันบ่งบอกเค้าลางก่อนพายุฝนกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา!

    26 ตุลาคม 2551
    ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS
    ฉบับที่ 3(ต.ค.-พ.ย. 2551)
    ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)

    Creative Commons License
    งานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa)
    โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำซ้ำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่ง ของงานนี้ได้โดยเสรี
    แต่เฉพาะในกรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้ลิขสิทธิ์เดียวกันนี้เท่านั้น
    Suankularb84 Alumni Club.